.
ในที่สุดหมอก็ได้พบกับพี่หมอศัลย์
หลังจากพี่เค้าซักประวัติและตรวจร่างกายเพิ่มเติมแล้วพบว่า
ก้อนที่เต้านมมีขนาดประมาณ 4 เซนติเมตร
และมีต่อมน้ำเหลืองที่รักแร้โตจริง
พี่เค้าจึงให้ข้อมูลเกี่ยวกับการรักษาว่าอย่างในกรณีของหมอ
เนื่องจากก้อนมีขนาดปานกลาง ไม่เล็ก แต่ก็ไม่ใหญ่มาก
จึงสามารถผ่าตัดเฉพาะตัวก้อน แล้วรักษาเนื้อนมที่เหลือไว้ได้
แต่จะต้องโยกเอากล้ามเนื้อที่หลัง(Latissimus dorsi)
เพื่อมาเติมเนื้อเต้านมที่ตัดไปเพื่อความสมดุล
โดยหลังการผ่าตัดแบบเก็บเต้านมไว้นั้นจะต้องฉายรังสีต่อ
ส่วนการผ่าตัดเต้านมข้างนั้นทั้งหมด(MRM)
ถ้าไม่มีลามไปต่อมน้ำเหลือง
อาจไม่ต้องฉายแสงหรือให้เคมีบำบัดต่อ
.
แต่ในกรณีของหมอ พี่คิดว่าน่าจะมีลามไปที่ต่อมน้ำเหลือง
ดังนั้นถึงจะตัดนมไปทั้งหมดอย่างไรก็อาจต้องฉายแสงอยู่ดี
พี่หมอเห็นว่าหมอยังอายุน้อย จึงอยากให้รักษาเต้านมไว้ก่อน
หมอก็ตกลงตามพี่เค้าเห็นสมควร จากนั้นจึงตกลงเรื่องวันผ่า
หลังจากได้วันนัดกันเรียบร้อยแล้ว จึงบอกลาแยกย้ายกัน
.
ขณะที่แม่ของหมอขับรถพาหมอเดินทางกลับมาทำงาน
หมอได้ไลน์แจ้งผลการตรวจกับเพื่อนๆของหมอ
หลังเพื่อนหมอซึ่งส่วนใหญ่เป็นหมออายุรกรรมได้ทราบเรื่อง
ก็เกิดความโกลาหลขึ้น ด้วยเพื่อนๆหวังดีและเป็นห่วงหมอ
อยากให้หมอมาตรวจกับอาจารย์ที่สถาบันเก่าของพวกเรา
อยากให้ตรวจเพิ่มเติมให้ชัดว่ามีกระจายไปที่อื่นแล้วหรือไม่
เค้าบอกว่า ถ้ากระจายแล้ว การรักษาก็จะต่างกัน
บางกรณีก็ควรให้เคมีบำบัดก่อนจะผ่าตัด
เพื่อนคนนึงถึงกับขอร้องให้หมอเดินทางมาหาเค้าในตอนนั้นเลย
ในที่สุดหมอก็ได้พบกับพี่หมอศัลย์
หลังจากพี่เค้าซักประวัติและตรวจร่างกายเพิ่มเติมแล้วพบว่า
ก้อนที่เต้านมมีขนาดประมาณ 4 เซนติเมตร
และมีต่อมน้ำเหลืองที่รักแร้โตจริง
พี่เค้าจึงให้ข้อมูลเกี่ยวกับการรักษาว่าอย่างในกรณีของหมอ
เนื่องจากก้อนมีขนาดปานกลาง ไม่เล็ก แต่ก็ไม่ใหญ่มาก
จึงสามารถผ่าตัดเฉพาะตัวก้อน แล้วรักษาเนื้อนมที่เหลือไว้ได้
แต่จะต้องโยกเอากล้ามเนื้อที่หลัง(Latissimus dorsi)
เพื่อมาเติมเนื้อเต้านมที่ตัดไปเพื่อความสมดุล
โดยหลังการผ่าตัดแบบเก็บเต้านมไว้นั้นจะต้องฉายรังสีต่อ
ส่วนการผ่าตัดเต้านมข้างนั้นทั้งหมด(MRM)
ถ้าไม่มีลามไปต่อมน้ำเหลือง
อาจไม่ต้องฉายแสงหรือให้เคมีบำบัดต่อ
.
แต่ในกรณีของหมอ พี่คิดว่าน่าจะมีลามไปที่ต่อมน้ำเหลือง
ดังนั้นถึงจะตัดนมไปทั้งหมดอย่างไรก็อาจต้องฉายแสงอยู่ดี
พี่หมอเห็นว่าหมอยังอายุน้อย จึงอยากให้รักษาเต้านมไว้ก่อน
หมอก็ตกลงตามพี่เค้าเห็นสมควร จากนั้นจึงตกลงเรื่องวันผ่า
หลังจากได้วันนัดกันเรียบร้อยแล้ว จึงบอกลาแยกย้ายกัน
.
ขณะที่แม่ของหมอขับรถพาหมอเดินทางกลับมาทำงาน
หมอได้ไลน์แจ้งผลการตรวจกับเพื่อนๆของหมอ
หลังเพื่อนหมอซึ่งส่วนใหญ่เป็นหมออายุรกรรมได้ทราบเรื่อง
ก็เกิดความโกลาหลขึ้น ด้วยเพื่อนๆหวังดีและเป็นห่วงหมอ
อยากให้หมอมาตรวจกับอาจารย์ที่สถาบันเก่าของพวกเรา
อยากให้ตรวจเพิ่มเติมให้ชัดว่ามีกระจายไปที่อื่นแล้วหรือไม่
เค้าบอกว่า ถ้ากระจายแล้ว การรักษาก็จะต่างกัน
บางกรณีก็ควรให้เคมีบำบัดก่อนจะผ่าตัด
เพื่อนคนนึงถึงกับขอร้องให้หมอเดินทางมาหาเค้าในตอนนั้นเลย
หมอเครียดมากตอนนั้น เพราะไม่รู้จะทำอย่างไรดี
เหตุผลของเพื่อนก็ฟังดูเข้าที แต่จะวนกลับไปก็ไม่ได้
เดินทางมาจะถึงลพบุรีอยู่แล้ว ไม่ใช่ระยะน้อยๆ
งานที่โรงพยาบาลก็รออยู่ อีกทั้งการไปตรวจซ้ำกับหมอคนใหม่
ทั้งๆที่เรามีหมอเจ้าของไข้อยู่แล้ว ก็เป็นเรื่องที่หมอไม่อยากทำ
เพราะหมอเองก็มั่นใจในตัวพี่หมออยู่แล้ว
สุดท้าย หมอก็ตัดสินใจมุ่งหน้ากลับไปทำงานและจะรักษาที่เดิมต่อไป
โดยที่หมอได้นัดตรวจเพิ่มเติมตามเพื่อนแนะนำ คือ
1.สแกนกระดูกทั่วร่างกาย(bone scan) พี่หมอศัลย์ช่วยนัดให้
2.คอมพิวเตอร์ทรวงอก (CT chest)
พี่หมออายุรกรรมที่รพ.จังหวัดช่วยนัดให้
3.อัลตร้าซาวน์ช่องท้อง(ultrasound abdomen)
โดยพี่หมอสูติที่โรงพยาบาลช่วยดูให้
เหตุผลของเพื่อนก็ฟังดูเข้าที แต่จะวนกลับไปก็ไม่ได้
เดินทางมาจะถึงลพบุรีอยู่แล้ว ไม่ใช่ระยะน้อยๆ
งานที่โรงพยาบาลก็รออยู่ อีกทั้งการไปตรวจซ้ำกับหมอคนใหม่
ทั้งๆที่เรามีหมอเจ้าของไข้อยู่แล้ว ก็เป็นเรื่องที่หมอไม่อยากทำ
เพราะหมอเองก็มั่นใจในตัวพี่หมออยู่แล้ว
สุดท้าย หมอก็ตัดสินใจมุ่งหน้ากลับไปทำงานและจะรักษาที่เดิมต่อไป
โดยที่หมอได้นัดตรวจเพิ่มเติมตามเพื่อนแนะนำ คือ
1.สแกนกระดูกทั่วร่างกาย(bone scan) พี่หมอศัลย์ช่วยนัดให้
2.คอมพิวเตอร์ทรวงอก (CT chest)
พี่หมออายุรกรรมที่รพ.จังหวัดช่วยนัดให้
3.อัลตร้าซาวน์ช่องท้อง(ultrasound abdomen)
โดยพี่หมอสูติที่โรงพยาบาลช่วยดูให้
สิ่งแรกที่ได้ทำคือการอัลตร้าซาวน์ ซึ่งแรกก็คิดว่าคงสบายๆ
แต่เอาเข้าจริง เวลานอนหงาย เปิดหน้าท้องแล้วนั้น
ตื่นเต้นไม่เบา เมื่อบีบเจลและวางหัวสแกนลงบนหน้าท้อง
ความเย็นที่สัมผัสก็พาเราสะดุ้งเล็กๆ
สีหน้าของพี่หมอที่ขมวดคิ้วเป็นบางช่วงขณะทำอัลตร้าซาวน์
ทำให้หมอนึกกลัวที่จะได้ข่าวร้ายเพิ่มเติม
สุดท้าย ผลก็ปกติ โล่งอกไปหนึ่ง
ด่านต่อมาก็เป็นคอมพิวเตอร์ทรวงอก
เนื่องจากหมอเจาะค่าการทำงานของไต(creatinine)
มาจากรพ. ทำให้เวลาไปตรวจใช้เวลาไม่นานนัก
พี่พยาบาลห้องฉุกเฉินช่วยเปิดเส้นเลือดเพื่อให้น้ำเกลือและฉีดยา
จากนั้นพี่เจ้าหน้าที่เข็นหมอเข้าไปในห้อง CT เมื่อเจ้าหน้าที่เรียก
พี่เค้าในเรานอนบนเตียงของเครื่องตรวจ
และต่อยาที่จะฉีดเข้าสายน้ำเกลือที่ต่อกับเส้นเลือดของเรา
พี่ๆอธิบายว่า ในช่วงที่ฉีดยาอาจจะมีอาการคลื่นไส้อาเจียนได้
ในเวลาทำจริงๆ พี่เค้าบอกให้เรานอนนิ่งๆ
เตียงขยับเข้าไปใกล้เครื่องและเครื่องก็เริ่มมีเสียงดังขึ้น
จากนั้นมีเสียงฉีดยาแบบอัตโนมัติ
จากนั้นร่างกายของหมอก็ร้อนไปทั่ว
รู้สึกเหมือนโดนฉีดเหล็กไปในร่างกาย
รู้สึกหายใจไม่ออกอยู่ชั่วอึดใจ
หลังจากทำเสร็จซึ่งหมอรู้สึกว่าไม่นาน น่าจะไม่เกิน 5นาที
พี่ๆก็เขียนเรากลับมาสังเกตอาการที่ห้องฉุกเฉิน
เมื่อไม่มีอาการอะไรผิดปกติ เราจึงได้ไปติดต่อการเงิน
และเดินทางกลับรพ.กัน ดีเหมือนกันที่ไม่ได้กินข้าวก่อนทำ
เพราะอาจจะอาเจียนได้ นี่ก็นับเป็นประสบการณ์ใหม่ของหมอ
.
ส่วนการตรวจกระดูกนั้น เราต้องไปถึงรพ.ตามเวลาที่นัดไว้
จากนั้นพี่พยาบาลจะเจาะเลือดและฉีดยาเข้าไปในตัวเรา
จากนั้นเค้าจะให้เรากินน้ำเยอะๆ กิน 3-4 ลิตร
4 ชั่วโมงต่อมาก็เข้ามาเข้าเครื่องตรวจ bone scan
เราเพียงแต่นอนนิ่งๆเฉยๆ เครื่องจะทำงานเอง
ไม่มีอาการใดๆเกิดกับร่างกาย
ก็เพิ่งรู้ว่าความรู้สึกในการตรวจแต่ละขั้นตอนเป็นอย่างไรจริงๆ
ก็ตอนต้องมาเป็นคนไข้เองนี่แหละ
ขนาดเราเป็นหมอยังตื่นเต้นและกังวลขนาดนี้
คนไข้ของเรา เค้าจะกังวลขนาดไหน
การอธิบายแบบเข้าใจง่ายๆเป็นสิ่งที่สำคัญมาก
การที่หมอเปิดโอกาสให้คนไข้ถามเพิ่มในสิ่งที่เค้ายังสงสัย
เป็นสิ่งที่จะช่วยให้ผู้ป่วยและครอบครัวลดความกังวล
ลดความเข้าใจผิดๆไปได้ แค่เวลาไม่กี่นาที
บางครั้งก็สามารถเปลี่ยนชีวิตคนไข้ได้เลยจริงๆนะ
ฝากไว้ค่ะ ทั้งหมอและคนไข้
สงสัยอะไรก็ถามนะคะ หมอส่วนใหญ่ยินดีเนอะ
.
เรื่องการพิจารณาตรวจเพิ่มเติม หมอเจ้าของไข้จะเป็นคนพิจารณาอีกทีนะคะ ไม่ได้จำเป็นต้องตรวจทุกอย่างเสมอไปค่ะ ไม่ต้องกังวลนะคะ สู้ๆค่ะทุกคน
แต่เอาเข้าจริง เวลานอนหงาย เปิดหน้าท้องแล้วนั้น
ตื่นเต้นไม่เบา เมื่อบีบเจลและวางหัวสแกนลงบนหน้าท้อง
ความเย็นที่สัมผัสก็พาเราสะดุ้งเล็กๆ
สีหน้าของพี่หมอที่ขมวดคิ้วเป็นบางช่วงขณะทำอัลตร้าซาวน์
ทำให้หมอนึกกลัวที่จะได้ข่าวร้ายเพิ่มเติม
สุดท้าย ผลก็ปกติ โล่งอกไปหนึ่ง
ด่านต่อมาก็เป็นคอมพิวเตอร์ทรวงอก
เนื่องจากหมอเจาะค่าการทำงานของไต(creatinine)
มาจากรพ. ทำให้เวลาไปตรวจใช้เวลาไม่นานนัก
พี่พยาบาลห้องฉุกเฉินช่วยเปิดเส้นเลือดเพื่อให้น้ำเกลือและฉีดยา
จากนั้นพี่เจ้าหน้าที่เข็นหมอเข้าไปในห้อง CT เมื่อเจ้าหน้าที่เรียก
พี่เค้าในเรานอนบนเตียงของเครื่องตรวจ
และต่อยาที่จะฉีดเข้าสายน้ำเกลือที่ต่อกับเส้นเลือดของเรา
พี่ๆอธิบายว่า ในช่วงที่ฉีดยาอาจจะมีอาการคลื่นไส้อาเจียนได้
ในเวลาทำจริงๆ พี่เค้าบอกให้เรานอนนิ่งๆ
เตียงขยับเข้าไปใกล้เครื่องและเครื่องก็เริ่มมีเสียงดังขึ้น
จากนั้นมีเสียงฉีดยาแบบอัตโนมัติ
จากนั้นร่างกายของหมอก็ร้อนไปทั่ว
รู้สึกเหมือนโดนฉีดเหล็กไปในร่างกาย
รู้สึกหายใจไม่ออกอยู่ชั่วอึดใจ
หลังจากทำเสร็จซึ่งหมอรู้สึกว่าไม่นาน น่าจะไม่เกิน 5นาที
พี่ๆก็เขียนเรากลับมาสังเกตอาการที่ห้องฉุกเฉิน
เมื่อไม่มีอาการอะไรผิดปกติ เราจึงได้ไปติดต่อการเงิน
และเดินทางกลับรพ.กัน ดีเหมือนกันที่ไม่ได้กินข้าวก่อนทำ
เพราะอาจจะอาเจียนได้ นี่ก็นับเป็นประสบการณ์ใหม่ของหมอ
.
ส่วนการตรวจกระดูกนั้น เราต้องไปถึงรพ.ตามเวลาที่นัดไว้
จากนั้นพี่พยาบาลจะเจาะเลือดและฉีดยาเข้าไปในตัวเรา
จากนั้นเค้าจะให้เรากินน้ำเยอะๆ กิน 3-4 ลิตร
4 ชั่วโมงต่อมาก็เข้ามาเข้าเครื่องตรวจ bone scan
เราเพียงแต่นอนนิ่งๆเฉยๆ เครื่องจะทำงานเอง
ไม่มีอาการใดๆเกิดกับร่างกาย
ก็เพิ่งรู้ว่าความรู้สึกในการตรวจแต่ละขั้นตอนเป็นอย่างไรจริงๆ
ก็ตอนต้องมาเป็นคนไข้เองนี่แหละ
ขนาดเราเป็นหมอยังตื่นเต้นและกังวลขนาดนี้
คนไข้ของเรา เค้าจะกังวลขนาดไหน
การอธิบายแบบเข้าใจง่ายๆเป็นสิ่งที่สำคัญมาก
การที่หมอเปิดโอกาสให้คนไข้ถามเพิ่มในสิ่งที่เค้ายังสงสัย
เป็นสิ่งที่จะช่วยให้ผู้ป่วยและครอบครัวลดความกังวล
ลดความเข้าใจผิดๆไปได้ แค่เวลาไม่กี่นาที
บางครั้งก็สามารถเปลี่ยนชีวิตคนไข้ได้เลยจริงๆนะ
ฝากไว้ค่ะ ทั้งหมอและคนไข้
สงสัยอะไรก็ถามนะคะ หมอส่วนใหญ่ยินดีเนอะ
.
เรื่องการพิจารณาตรวจเพิ่มเติม หมอเจ้าของไข้จะเป็นคนพิจารณาอีกทีนะคะ ไม่ได้จำเป็นต้องตรวจทุกอย่างเสมอไปค่ะ ไม่ต้องกังวลนะคะ สู้ๆค่ะทุกคน
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น