https://www.facebook.com/doctorwithcancer/photos/a.1230138113683306.1073741828.1226568864040231/1496835437013571/?type=3&theater
.
คนที่เป็นมะเร็งมักจะกลัวหลายๆอย่างรวมๆกัน ทั้งกลัวตาย กลัวทรมาน กลัวไม่ได้อยู่กับคนที่ตนเองรัก ความกลัวทำให้หลายๆคนหวาดหวั่น เศร้า ไม่มีความสุขในเวลาที่เรายังมีชีวิตอยู่ ซึ่งหมอเองคิดว่าน่าเสียดายเวลาที่เรามีอยู่ตรงหน้านะคะ ความตายอาจน่ากลัวแต่การ “ตายทั้งเป็น” เป็นสิ่งที่น่ากลัวกว่า อย่างที่หมอพูดบ่อยๆเรื่องกายป่วยแต่อย่าให้ใจป่วย การที่หมอทำได้ไม่ใช่เพราะเป็นคนที่ดีอะไรกว่าใคร เคล็ดลับจริงๆคือเพราะหมอรักตัวเองมากๆค่ะ ไม่อยากให้ทุกข์เพิ่มเติมในบางเรื่องที่ไม่จำเป็น การที่เราเป็นมะเร็งแล้วต้องผ่านการรักษาต่างๆมากมายก็ทำให้ “กาย” ของเราเหนื่อย ไม่สบายพอสมควรแล้ว แต่หาก”ใจ”ของเรายังรับกับสิ่งที่เกิดไม่ได้ ยังมีความคิด ความรู้สึกที่ว่า #ทำไม.. #ทำไมต้องเป็นเรา อยู่ด้วย ความไม่สบายก็จะเพิ่มขึ้นอีก
.
การเกิดคำถามว่า “ทำไม” นอกจากสะท้อนว่าเราครุ่นคิดสงสัยแล้วยังอาจสะท้อนถึงการที่เรามีความต้องการแล้วไม่ได้ตามที่หวังด้วย เช่น ทำไมเราต้องเป็นมะเร็ง ประโยคลึกๆในใจเราอาจเป็น เราไม่อยากเป็นมะเร็ง ทำไมเราต้องเป็นมะเร็ง ความต้องการของเราที่ไม่ได้รับการตอบสนองทำให้เรายิ่งทุกข์และเครียด เลือกได้ไม่มีใครอยากเป็นมะเร็งหรอกค่ะ แต่ตอนนี้เราเปลี่ยนอะไรในอดีตไม่ได้ หมอแนะนำว่า ให้อยู่กับสิ่งที่เราเป็น ทำใจยอมรับสิ่งที่เราเจอ พร้อมรับในสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นให้ได้ เพียงเท่านี้ เชื่อว่า ความทุกข์จะลดลงไปเกินครึ่งนึงแน่นอนค่ะ
.
เป็นกำลังใจให้ผู้ป่วยมะเร็งและครอบครัวทุกๆท่านนะคะ ไว้บทความหน้าจะมาลงรายละเอียดในเรื่องเตรียมใจอย่างไรดี...เมื่อเป็นมะเร็งนะคะ หวังว่าจะเป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อยนะคะ มีอะไรสอบถามเข้ามาได้นะคะ
วันศุกร์ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2560
-- ยารักษามะเร็งแบบพุ่งเป้า herceptin (trastuzumab) – (*11)
.
เดิมผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่มีผลตรวจ HER 2 positive จะมีการ
พยากรณ์โรคที่ไม่ค่อยดีนัก บางคนเรียกว่าเป็นมะเร็งพันธ์ดุ
แต่ในปัจจุบันมีการพัฒนายาใหม่ๆออกมา หมอเชื่อว่าผู้ป่วย
ที่มีผลตรวจ HER 2 positive น่าจะเคยได้ยินคำแนะนำจากแพทย์
เรื่องยารักษามะเร็งแบบพุ่งเป้า(targeted therapy)ตัวหนึ่ง
ชื่อ trastuzumab หรือ Herceptin, โดย Trastuzumab
เป็นยาที่มีผลในการยับยั้งการทำงานของโปรตีน HER-2
ซึ่งโปรตีน HER-2 เป็นตัวเร่งการเจริญเติบโตของมะเร็งเต้านม
ดังนั้นผู้ป่วยที่ตรวจแล้ว HER 2 negative ก็ไม่ต้องให้ยานี้
ยาตัวนี้มีราคาที่สูง คิดปริมาณยาที่ให้ตามน้ำหนักตัว
ให้ทั้งหมด 18 ครั้ง ห่างกันทุก 3 สัปดาห์ ทั้งคอร์สถ้าต้องจ่ายเอง
สำหรับคนน้ำหนักตัวประมาณ 50 kg+ น่าจะราคารวมเกือบๆล้าน
ผู้ที่มี HER 2 positive คิดเป็น 20-30% ของมะเร็งเต้านมทั้งหมด
เดิมผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่มีผลตรวจ HER 2 positive จะมีการ
พยากรณ์โรคที่ไม่ค่อยดีนัก บางคนเรียกว่าเป็นมะเร็งพันธ์ดุ
แต่ในปัจจุบันมีการพัฒนายาใหม่ๆออกมา หมอเชื่อว่าผู้ป่วย
ที่มีผลตรวจ HER 2 positive น่าจะเคยได้ยินคำแนะนำจากแพทย์
เรื่องยารักษามะเร็งแบบพุ่งเป้า(targeted therapy)ตัวหนึ่ง
ชื่อ trastuzumab หรือ Herceptin, โดย Trastuzumab
เป็นยาที่มีผลในการยับยั้งการทำงานของโปรตีน HER-2
ซึ่งโปรตีน HER-2 เป็นตัวเร่งการเจริญเติบโตของมะเร็งเต้านม
ดังนั้นผู้ป่วยที่ตรวจแล้ว HER 2 negative ก็ไม่ต้องให้ยานี้
ยาตัวนี้มีราคาที่สูง คิดปริมาณยาที่ให้ตามน้ำหนักตัว
ให้ทั้งหมด 18 ครั้ง ห่างกันทุก 3 สัปดาห์ ทั้งคอร์สถ้าต้องจ่ายเอง
สำหรับคนน้ำหนักตัวประมาณ 50 kg+ น่าจะราคารวมเกือบๆล้าน
ผู้ที่มี HER 2 positive คิดเป็น 20-30% ของมะเร็งเต้านมทั้งหมด
ประเทศไทยได้มีการกำหนดเกณฑ์ผู้ป่วยที่สามารถเบิกยานี้ตามสิทธิ์ได้ไว้นะคะ แต่เกณฑ์จะมีเปลี่ยนแปลงบ้างนะคะ คร่าวๆก็คือจะดูสภาพร่างกายผู้ป่วย ระยะโรค ขนาดก้อน การลามไปต่อมน้ำเหลือง แพทย์เจ้าของไข้จะบอกได้ชัดเจนที่สุดนะคะว่าของเราเข้าเกณฑ์หรือไม่ นอกจากนั้นดูว่าเราเข้าเกณฑ์หรือไม่ ก็ต้องดูว่า สถานพยาบาลของเราเข้าเกณฑ์ที่จะสามารถให้ยานี้ได้หรือไม่ ดังนี้
1.มีความพร้อมในการเตรียมยาและให้ยาเคมีบำบัดจนครบสูตร,
2.สามารถส่งชิ้นเนื้อไปยังห้องปฏิบัติการทางพยาธิวิทยาที่
สามารถย้อม immunohistochemistry ในขั้นตอนแรก
และมีผลการตรวจชิ้นเนื้อจาก paraffin block ด้วยวิธี
in situ hybridization เช่น FISH หรือ DISH เพื่อสนับสนุน
ผล HER2/neu เป็นบวกจริงได้
3.สามารถตรวจหรือส่งตรวจการทำงานของหัวใจ
โดย MUGA หรือ echocardiogram อย่างน้อย 2-D ขึ้นไป,
4.มีแพทย์เฉพาะทางสาขาอายุรศาสตร์มะเร็งวิทยา
หรือสาขารังสีรักษาและมะเร็งวิทยา หรืออนุสาขาศัลยศาสตร์
มะเร็งวิทยาและมีแพทย์เฉพาะทางสาขาอื่นที่พร้อมจะร่วมดูแล
รักษาปัญหาแทรกซ้อนที่อาจจะเกิดจากโรคและ/หรือการรักษา
1.มีความพร้อมในการเตรียมยาและให้ยาเคมีบำบัดจนครบสูตร,
2.สามารถส่งชิ้นเนื้อไปยังห้องปฏิบัติการทางพยาธิวิทยาที่
สามารถย้อม immunohistochemistry ในขั้นตอนแรก
และมีผลการตรวจชิ้นเนื้อจาก paraffin block ด้วยวิธี
in situ hybridization เช่น FISH หรือ DISH เพื่อสนับสนุน
ผล HER2/neu เป็นบวกจริงได้
3.สามารถตรวจหรือส่งตรวจการทำงานของหัวใจ
โดย MUGA หรือ echocardiogram อย่างน้อย 2-D ขึ้นไป,
4.มีแพทย์เฉพาะทางสาขาอายุรศาสตร์มะเร็งวิทยา
หรือสาขารังสีรักษาและมะเร็งวิทยา หรืออนุสาขาศัลยศาสตร์
มะเร็งวิทยาและมีแพทย์เฉพาะทางสาขาอื่นที่พร้อมจะร่วมดูแล
รักษาปัญหาแทรกซ้อนที่อาจจะเกิดจากโรคและ/หรือการรักษา
เหตุที่จำเป็นต้องให้ในรพ.ที่ตรวจการทำงานของหัวใจได้นั้น
เพราะยา trastuzumab มีผลต่อการบีบตัวของหัวใจ
หากผู้ป่วยรายใดตรวจติดตามแล้วมีอาการหัวใจวาย
น้ำท่วมปอด(congestive heart failure)
หรือหัวใจบีบตัวลดลง (LVEF น้อยกว่า 50%) ให้หยุดยา
และจะกลับมาใช้ใหม่ได้เมื่อ LVEF ตั้งแต่ 50% ภายใน 8 สัปดาห์
อาการโดยทั่วไปอื่นๆนั้น ยารักษามะเร็งแบบพุ่งเป้าจะมีผลข้างเคียง
ของยาน้อยกว่ายาเคมีบำบัดมากเลยค่ะ ไม่ต้องกังวล
เพราะยา trastuzumab มีผลต่อการบีบตัวของหัวใจ
หากผู้ป่วยรายใดตรวจติดตามแล้วมีอาการหัวใจวาย
น้ำท่วมปอด(congestive heart failure)
หรือหัวใจบีบตัวลดลง (LVEF น้อยกว่า 50%) ให้หยุดยา
และจะกลับมาใช้ใหม่ได้เมื่อ LVEF ตั้งแต่ 50% ภายใน 8 สัปดาห์
อาการโดยทั่วไปอื่นๆนั้น ยารักษามะเร็งแบบพุ่งเป้าจะมีผลข้างเคียง
ของยาน้อยกว่ายาเคมีบำบัดมากเลยค่ะ ไม่ต้องกังวล
กับคำถามที่ว่า จะรับยานี้ดีมั้ย คุ้มมั้ย...ในกรณีที่ต้องจ่ายเงินเอง
หมอเองก็เคยผ่านการขบคิดคำถามนี้เช่นกัน น้ำหนักเกือบ 60 kg
อย่างหมอ กว่าจะจบคอร์สน่าจะใช้เงินเป็นล้าน
แรกด้วยความคิดแบบคนที่ไม่ได้เชี่ยวชาญเรื่องนี้
ไม่ได้อ่านงานวิจัย ก็คิดว่าจะไม่รับนะคะ
เพราะคิดว่าใช้เงินเยอะเกินไป น่าจะลำบากคนในบ้าน
หมอคิดเองว่าการให้ยาลดโอกาสกลับมาเป็นมะเร็งก็จริง
แต่ก็น่าจะรับประกันไม่ได้ขนาดนั้น
และแม้จะไม่ได้ให้ ก็ไม่ได้แปลว่าจะกำเริบเสมอไป
หมอเองก็เคยผ่านการขบคิดคำถามนี้เช่นกัน น้ำหนักเกือบ 60 kg
อย่างหมอ กว่าจะจบคอร์สน่าจะใช้เงินเป็นล้าน
แรกด้วยความคิดแบบคนที่ไม่ได้เชี่ยวชาญเรื่องนี้
ไม่ได้อ่านงานวิจัย ก็คิดว่าจะไม่รับนะคะ
เพราะคิดว่าใช้เงินเยอะเกินไป น่าจะลำบากคนในบ้าน
หมอคิดเองว่าการให้ยาลดโอกาสกลับมาเป็นมะเร็งก็จริง
แต่ก็น่าจะรับประกันไม่ได้ขนาดนั้น
และแม้จะไม่ได้ให้ ก็ไม่ได้แปลว่าจะกำเริบเสมอไป
ต่อมาหมอได้ปรึกษาเพื่อนๆหมอในคณะที่เชี่ยวชาญในเรื่องนี้
เพื่อนบอกว่าควรให้(จริงๆแทบจะบอกว่า ยังไงก็ต้องให้)
เนื่องจากหมอยังอายุน้อย ผล HER2 3+, ก้อนขนาดใหญ่
เค้าว่าให้แล้วได้ประโยชน์แน่นอน ลดโอกาสกำเริบได้
เงินแพงหน่อยแต่ก็คุ้มค่า คนที่บ้านก็อยากให้รักษาให้เต็มที่
เรื่องเงิน ไม่ตายเรายังมีทางหาได้
สุดท้ายหมอจึงตัดสินใจให้นะคะ แต่เรื่องนี้บอกยากค่ะ
ต้องพิจารณาข้อดี ข้อเสียและความคุ้มค่าเป็นรายๆไป
หมอเจ้าของไข้จะเป็นคนให้คำแนะนำเราได้ดีที่สุด
เพื่อนบอกว่าควรให้(จริงๆแทบจะบอกว่า ยังไงก็ต้องให้)
เนื่องจากหมอยังอายุน้อย ผล HER2 3+, ก้อนขนาดใหญ่
เค้าว่าให้แล้วได้ประโยชน์แน่นอน ลดโอกาสกำเริบได้
เงินแพงหน่อยแต่ก็คุ้มค่า คนที่บ้านก็อยากให้รักษาให้เต็มที่
เรื่องเงิน ไม่ตายเรายังมีทางหาได้
สุดท้ายหมอจึงตัดสินใจให้นะคะ แต่เรื่องนี้บอกยากค่ะ
ต้องพิจารณาข้อดี ข้อเสียและความคุ้มค่าเป็นรายๆไป
หมอเจ้าของไข้จะเป็นคนให้คำแนะนำเราได้ดีที่สุด
แต่สุดท้ายจะตัดสินใจอย่างไรก็แล้วแต่ผู้ป่วยและครอบครัวนะคะ
หมอเข้าใจอยู่ค่ะว่าคนแต่ละคนก็มีเหตุผลของตนเอง
ลองชั่งน้ำหนักแล้วตัดสินใจดูนะคะ ไม่มีอะไร 100% อยู่แล้ว
แค่ตัดสินใจดีที่สุดจากการพิจารณารอบด้านจากบริบทชีวิต
ของเรา ณ เวลา เรื่องนี้ค่อนข้างละเอียดอ่อน หากอยากทราบข้อมูล
เพิ่มเติมแนะนำให้ถามแพทย์เจ้าของไข้ดีที่สุดนะคะ
หมอเข้าใจอยู่ค่ะว่าคนแต่ละคนก็มีเหตุผลของตนเอง
ลองชั่งน้ำหนักแล้วตัดสินใจดูนะคะ ไม่มีอะไร 100% อยู่แล้ว
แค่ตัดสินใจดีที่สุดจากการพิจารณารอบด้านจากบริบทชีวิต
ของเรา ณ เวลา เรื่องนี้ค่อนข้างละเอียดอ่อน หากอยากทราบข้อมูล
เพิ่มเติมแนะนำให้ถามแพทย์เจ้าของไข้ดีที่สุดนะคะ
-- ประสบการณ์การฉายแสง – (*10)
https://www.facebook.com/doctorwithcancer/posts/1376834722346977
.
หลังจากให้ยาเคมีครบ 1 เดือน การฉายแสงก็จะเริ่มขึ้น
ของหมอฉายแบบ hypofraction 20 ครั้ง
เทคนิคและจำนวนครั้งในการฉายแสง
แพทย์จะพิจารณาจากชนิด ตำแหน่ง ขนาดและระยะของมะเร็ง
.
ขั้นตอนก่อนฉาย เราต้องมาพบรังสีแพทย์เพื่อวางแผนการฉาย
และนัดวันสำหรับจำลองภาพสำหรับฉายแสงจริง
เมื่อถึงวันนัดจำลองภาพ เราต้องถอดเสื้อและเสื้อชั้นใน
แล้วใส่เสื้อคลุมของโรงพยาบาลระหว่างรอ
ในห้องตรวจ เจ้าหน้าที่จะให้ถอดเสื้อแล้วนอนหงายบนเตียง
ซึ่งมีอุปกรณ์รองศีรษะและแขนทั้งสองข้างของเราวางอยู่ด้วย
เจ้าหน้าที่จะจัดท่าเราให้เหมาะสม
จากนั้นเครื่องจะเริ่ม scan เพื่อเช็คตำแหน่ง
บางครั้งผู้ป่วยสามารถสังเกตแสงเลเซอร์สีแดงได้
เมื่อได้ท่าและตำแหน่งที่เหมาะสมที่จะฉายแสง
เจ้าหน้าที่จะขีดเส้นบนผิวหนังของเราด้วยเมจิก
เส้นที่ขีดเหล่านี้คือขอบเขตการฉายรังสี
ทำให้สามารถฉายรังสีไปที่บริเวณเดียวกันทุกวันได้
ดีที่ธรรมศาสตร์จะติดสติ๊กเกอร์กันน้ำไว้ให้ด้วย
เจ้าหน้าที่บอกว่าอาบน้ำได้ แต่อย่าถูบริเวณที่ขีดเส้นไว้แรง
หมอยอมรับว่า ตอนแรกก็กลัวรอยขีดหายก่อนกำหนด
พยายามระวังนะคะ แต่สติ๊กเกอร์บางส่วนก็หลุดอยู่ดี
ทำให้รอยเมจิกตรงขอบๆจางลงไป
หมอจึงพยายามไปซื้อสติ๊กเกอร์มาแปะเพิ่มไว้เอง
.
เมื่อไปตามนัดเพื่อฉายแสงวันแรก เจ้าหน้าที่จึงแนะนำว่า
หากหลุดเล็กน้อยก็ไม่เป็นไร อย่าพยายามแปะอะไรเพิ่ม
เพราะเดี๋ยวตำแหน่งจะผิดพลาดไป
ของหมอจะมีการเช็คตำแหน่งฉายสัปดาห์ละครั้ง
หลังเช็คแล้วจะขีดเมจิกและติดสติ๊กเกอร์ใหม่
ของหมอเช็คตำแหน่งทุกวันอังคาร ดังนั้นไม่นานจึงได้ติดใหม่
โล่งอกไปที หลังจากผ่านไปหนึ่งสัปดาห์ก็รู้สึกชิน
กับการมีรอยเมจิกและสติ๊กเกอร์กันน้ำ
การไปรอฉายแสงตามเวลานัดกลายเป็นกิจวัตรประจำวัน
วัดไข้ ความดัน ชีพจร จากนั้นเราก็ถือใบฉายแสงไปที่ห้องฉาย
แล้วรอคิว ส่วนใหญ่หมอจะแอบถามว่า อีกหลายคิวมั้ย
ถ้าต้องรออีกนาน บางทีหมอก็ออกไปหาอะไรกินก่อน
ถ้าคิวอีกไม่นานหรือไม่ได้จะออกไปไหนก็จะเปลี่ยนเสื้อรอเลย
ของหมอฉายเฉพาะแถวหน้าอก ก็เปลี่ยนเฉพาะเสื้อ
คนไข้บางคนฉายช่วงล่าง ก็เปลี่ยนกางเกงหรือผ้าถุง
บางคนฉายที่ศีรษะก็ไม่ต้องเปลี่ยนเสื้อผ้า
.
เมื่อถึงคิว เราก็เข้าไปในห้องฉาย
ถอดเสื้อ แล้วออกบนเตียงที่มีอุปกรณ์สำหรับจัดท่ารองอยู่
เจ้าหน้าที่จะจัดตัวเราและเช็คความสูงของเตียงให้เหมาะสม
โดยอาศัยแสงเลเซอร์เทียบกับเส้นที่ขีดไว้บนตัวเรา
จากนั้นเจ้าหน้าที่จะออกไปจากห้อง ไม่นานเครื่องก็จะเริ่มหมุน
มาตั้งฉากกับหน้าอกทางด้านขวา ตามด้วยเสียงดังตื๊ดด
สักประมาณ 5 วินาที จากนั้นมันจะเลื่อนไปทางซ้าย
แล้วหยุด มีเสียงดังตื๊ดด อีก 5 วินาที เป็นอันว่าเสร็จ
อีกไม่นานเจ้าหน้าที่ก็จะเข้ามาในห้อง
ลดเตียงและช่วยเราลงจากเตียง ใส่เสื้อ เซนชื่อเป็นอันเสร็จ
ในหนึ่งสัปดาห์ ฉายทุกวันเว้นหยุดวันเสาร์อาทิตย์
วันหยุดนักขัตฤกษ์หรือหยุดซ่อมบำรุงเครื่องค่ะ
.
ฉายแสงนี่สำหรับหมอถือว่าสบายๆนะคะ
อาการข้างเคียงมีแค่ที่เกิดกับผิวหนังบริเวณที่ฉาย
คือผิวคล้ำขึ้นและคันๆเล็กน้อย ไม่มีอาการอะไรผิดปกติน่ากลัว
อาการข้างเคียงจะต่างกันไปตามตำแหน่งที่ฉาย
แต่เต้านมไม่ค่อยมีปัญหา สบายใจได้ค่ะ
สำหรับคนที่เดินทางไปกลับรพ.ได้สะดวกก็พักที่บ้านได้
หมอเห็นมีคนไปกลับรพ.ธรรมศาสตร์-อยุธยาหลายคนนะคะ
แต่ถ้าเดินทางลำบากก็เช่าที่พักใกล้รพ.ก็ดีค่ะจะได้ไม่เหนื่อย
.
ปล.ช่วงนี้หายไปนาน ขอโทษทีนะคะ พอดีช่วงนี้ไปเที่ยวและเดินทางบ่อยค่า หมอยังเป็นกำลังใจให้ทุกคนและยินดีตอบคำถามและช่วยเท่าที่ตัวเองทำได้เสมอนะคะ ติดต่อมาทางข้อความได้ค่า
#เมื่อหมอเป็นมะเร็ง #มะเร็งเต้านม #ฉายแสงไม่น่ากลัวนะคะ
.
หลังจากให้ยาเคมีครบ 1 เดือน การฉายแสงก็จะเริ่มขึ้น
ของหมอฉายแบบ hypofraction 20 ครั้ง
เทคนิคและจำนวนครั้งในการฉายแสง
แพทย์จะพิจารณาจากชนิด ตำแหน่ง ขนาดและระยะของมะเร็ง
.
ขั้นตอนก่อนฉาย เราต้องมาพบรังสีแพทย์เพื่อวางแผนการฉาย
และนัดวันสำหรับจำลองภาพสำหรับฉายแสงจริง
เมื่อถึงวันนัดจำลองภาพ เราต้องถอดเสื้อและเสื้อชั้นใน
แล้วใส่เสื้อคลุมของโรงพยาบาลระหว่างรอ
ในห้องตรวจ เจ้าหน้าที่จะให้ถอดเสื้อแล้วนอนหงายบนเตียง
ซึ่งมีอุปกรณ์รองศีรษะและแขนทั้งสองข้างของเราวางอยู่ด้วย
เจ้าหน้าที่จะจัดท่าเราให้เหมาะสม
จากนั้นเครื่องจะเริ่ม scan เพื่อเช็คตำแหน่ง
บางครั้งผู้ป่วยสามารถสังเกตแสงเลเซอร์สีแดงได้
เมื่อได้ท่าและตำแหน่งที่เหมาะสมที่จะฉายแสง
เจ้าหน้าที่จะขีดเส้นบนผิวหนังของเราด้วยเมจิก
เส้นที่ขีดเหล่านี้คือขอบเขตการฉายรังสี
ทำให้สามารถฉายรังสีไปที่บริเวณเดียวกันทุกวันได้
ดีที่ธรรมศาสตร์จะติดสติ๊กเกอร์กันน้ำไว้ให้ด้วย
เจ้าหน้าที่บอกว่าอาบน้ำได้ แต่อย่าถูบริเวณที่ขีดเส้นไว้แรง
หมอยอมรับว่า ตอนแรกก็กลัวรอยขีดหายก่อนกำหนด
พยายามระวังนะคะ แต่สติ๊กเกอร์บางส่วนก็หลุดอยู่ดี
ทำให้รอยเมจิกตรงขอบๆจางลงไป
หมอจึงพยายามไปซื้อสติ๊กเกอร์มาแปะเพิ่มไว้เอง
.
เมื่อไปตามนัดเพื่อฉายแสงวันแรก เจ้าหน้าที่จึงแนะนำว่า
หากหลุดเล็กน้อยก็ไม่เป็นไร อย่าพยายามแปะอะไรเพิ่ม
เพราะเดี๋ยวตำแหน่งจะผิดพลาดไป
ของหมอจะมีการเช็คตำแหน่งฉายสัปดาห์ละครั้ง
หลังเช็คแล้วจะขีดเมจิกและติดสติ๊กเกอร์ใหม่
ของหมอเช็คตำแหน่งทุกวันอังคาร ดังนั้นไม่นานจึงได้ติดใหม่
โล่งอกไปที หลังจากผ่านไปหนึ่งสัปดาห์ก็รู้สึกชิน
กับการมีรอยเมจิกและสติ๊กเกอร์กันน้ำ
การไปรอฉายแสงตามเวลานัดกลายเป็นกิจวัตรประจำวัน
วัดไข้ ความดัน ชีพจร จากนั้นเราก็ถือใบฉายแสงไปที่ห้องฉาย
แล้วรอคิว ส่วนใหญ่หมอจะแอบถามว่า อีกหลายคิวมั้ย
ถ้าต้องรออีกนาน บางทีหมอก็ออกไปหาอะไรกินก่อน
ถ้าคิวอีกไม่นานหรือไม่ได้จะออกไปไหนก็จะเปลี่ยนเสื้อรอเลย
ของหมอฉายเฉพาะแถวหน้าอก ก็เปลี่ยนเฉพาะเสื้อ
คนไข้บางคนฉายช่วงล่าง ก็เปลี่ยนกางเกงหรือผ้าถุง
บางคนฉายที่ศีรษะก็ไม่ต้องเปลี่ยนเสื้อผ้า
.
เมื่อถึงคิว เราก็เข้าไปในห้องฉาย
ถอดเสื้อ แล้วออกบนเตียงที่มีอุปกรณ์สำหรับจัดท่ารองอยู่
เจ้าหน้าที่จะจัดตัวเราและเช็คความสูงของเตียงให้เหมาะสม
โดยอาศัยแสงเลเซอร์เทียบกับเส้นที่ขีดไว้บนตัวเรา
จากนั้นเจ้าหน้าที่จะออกไปจากห้อง ไม่นานเครื่องก็จะเริ่มหมุน
มาตั้งฉากกับหน้าอกทางด้านขวา ตามด้วยเสียงดังตื๊ดด
สักประมาณ 5 วินาที จากนั้นมันจะเลื่อนไปทางซ้าย
แล้วหยุด มีเสียงดังตื๊ดด อีก 5 วินาที เป็นอันว่าเสร็จ
อีกไม่นานเจ้าหน้าที่ก็จะเข้ามาในห้อง
ลดเตียงและช่วยเราลงจากเตียง ใส่เสื้อ เซนชื่อเป็นอันเสร็จ
ในหนึ่งสัปดาห์ ฉายทุกวันเว้นหยุดวันเสาร์อาทิตย์
วันหยุดนักขัตฤกษ์หรือหยุดซ่อมบำรุงเครื่องค่ะ
.
ฉายแสงนี่สำหรับหมอถือว่าสบายๆนะคะ
อาการข้างเคียงมีแค่ที่เกิดกับผิวหนังบริเวณที่ฉาย
คือผิวคล้ำขึ้นและคันๆเล็กน้อย ไม่มีอาการอะไรผิดปกติน่ากลัว
อาการข้างเคียงจะต่างกันไปตามตำแหน่งที่ฉาย
แต่เต้านมไม่ค่อยมีปัญหา สบายใจได้ค่ะ
สำหรับคนที่เดินทางไปกลับรพ.ได้สะดวกก็พักที่บ้านได้
หมอเห็นมีคนไปกลับรพ.ธรรมศาสตร์-อยุธยาหลายคนนะคะ
แต่ถ้าเดินทางลำบากก็เช่าที่พักใกล้รพ.ก็ดีค่ะจะได้ไม่เหนื่อย
.
ปล.ช่วงนี้หายไปนาน ขอโทษทีนะคะ พอดีช่วงนี้ไปเที่ยวและเดินทางบ่อยค่า หมอยังเป็นกำลังใจให้ทุกคนและยินดีตอบคำถามและช่วยเท่าที่ตัวเองทำได้เสมอนะคะ ติดต่อมาทางข้อความได้ค่า
#เมื่อหมอเป็นมะเร็ง #มะเร็งเต้านม #ฉายแสงไม่น่ากลัวนะคะ
-- ประสบการณ์การเข้ารับเคมีบำบัด – (*9)
https://www.facebook.com/doctorwithcancer/posts/1330049880358795
.
การรักษาโรคมะเร็งแล้วนอกจากการผ่าตัด
ก็มักมีการให้เคมีบำบัดเป็นส่วนหนึ่งในการรักษา
สูตรยาที่ให้ในแต่ละชนิดมะเร็งก็จะมีความแตกต่างกันไป
ในมะเร็งเต้านมเอง ก็ยังมียาหลายสูตร
การเลือกใช้ยาขึ้นกับชนิดและระยะของเนื้อร้าย
สภาพร่างกายของคนไข้ ชนิดยาที่มีในรพ.และอื่นๆ
ของหมอเองเป็นการให้ยาเคมีบำบัดต่อเนื่องหลังการผ่าตัด
ให้ทั้งหมด 8 ครั้ง 4 ครั้งแรก สูตรยา AC
: cyclophosphamide, doxorubicin
4 ครั้งหลัง ยา taxotere + Herceptin
ต่อมาเป็นยา Herceptin อย่างเดียว ทุก 3 สัปดาห์เป็นเวลา 1 ปี
สิ่งที่น่ากลัวสำหรับพวกคนไข้อย่างเรา ไม่ใช่การถูกแทงเข็ม
แต่เป็นผลข้างเคียงต่างๆที่เกิดขึ้นจากยาเคมี
แม้ตามตำราจะบอกผลข้างเคียงไว้กว้างๆ
แต่ผลข้างเคียงจริงที่จะเกิดขึ้นเป็นเรื่องตัวบุคคล
ต้องรอดูเป็นรายๆ และสังเกตเป็นรอบๆไป
.
อาหารที่เราต้องกินตั้งแต่ให้เคมีก็เปลี่ยนไป
อาหารที่เรากินต้องสุก สะอาด และสดใหม่
ผักต้องต้มหรือผ่านความร้อนก่อน ผลไม้ต้องปอกเปลือก
เหตุเพราะหลังให้เคมี ภูมิคุ้มกันของเราจะต่ำลง ติดเชื้อง่ายขึ้น
ทั้งเชื้อไวรัส แบคทีเรีย เขื้อรา พยาธิ
ดังนั้นเราต้องดูแลตัวเองมากขึ้น
.
ของหมอเอง พี่หมอก็แนะนำให้กินน้ำเยอะๆทั้งก่อนให้เคมีและหลังให้เคมี
วันแรกที่ให้ยา หมอนอนห้องธรรมดาแบบรวม
และคิดว่า จะไม่นอนค้างที่โรงพยาบาลเนื่องจาก
คุยกับป้าคนไข้ไว้ว่า วันแรกจะไม่มีอาการผิดปกติ
หมอกินน้ำเยอะทั้งก่อนให้เคมี
และหลังให้เคมีหมอก็พยายามกินน้ำ
การเข้าห้องน้ำครั้งแรกหลังเคมี หมอพบว่า
ปัสสาวะเป็นสีแดง และมีกลิ่นยา
หมอตกใจ รีบโทรบอกพี่หมอ พี่หมอให้เอาปัสสาวะไปตรวจดู
และจากนั้นหมอก็เดินเองเพื่อกลับบ้าน
ระหว่างเดินๆก็รู้สึกโหลงๆเหมือนกัน
ขณะนั่งในรถปรากฏว่า เกิดคลื่นไส้อย่างมาก
อาเจียนไป 2ครั้งในรถ
อยู่บ้านก็รู้สึกหนาว ครั่นเนื้อครั่นตัว ไม่มีแรง
หมอนอนพักที่โซฟาข้างล่าง มีถังไว้สำหรับอ้วกอยู่ข้างๆ
วันนั้นอ้วกไปประมาณ 7 ครั้งค่ะ
ผ่านไปสองสามวันอาการก็ดีขึ้น
5 วันหมอก็เริ่มกลับมาทำงานค่ะ ช่วงแรกก็เหนื่อยๆหน่อย
เวลาตรวจคนไข้ไปสักชั่วโมงสองชั่วโมงแล้วเหนื่อยก็ต้องปิดประตูนั่งพัก
กินน้ำหวาน กินนมแล้วก็ค่อยตรวจคนไข้ต่อ
กลางวันตอนเที่ยงก็กลับมานอนพัก กินข้าวแล้วค่อยไปทำงาน
หลังเย็นก็นอนพักอีก ชีวิตวนเวียนอยู่แบบนี้ อาการดีบ้าง แย่บ้าง
แต่ไม่นาน เราก็จะผ่านมันไปได้ดีขึ้นค่ะ
.
การให้ยาในครั้งต่อๆมาก็ค่อยๆปรับตัวได้ค่ะ
อย่างช่วงกินไม่ได้ก็จะไม่ฝืน พอเริ่มดีขึ้น ก็กินเพิ่มขึ้นๆตามที่ร่างกายรับได้ค่ะ
ปวดท้องกระเพาะก็กินยาลดกรดเพิ่มเข้าไป
มีช่วงหนึ่งแค่คิดถึงยาน้ำแดงๆก็รู้สึกคลื่นไส้โดยอัตโนมัติ
หลังๆต้องบำบัดตัวเองโดยการเปลี่ยนการเชื่อมโยงน้ำแดง
กับน้ำหวานเฮลบลูบอยแทนยาเคมีก็ดีขึ้นนะคะ
ผมของหมอเริ่มร่วงเพิ่มๆขึ้นหลังให้ยาครั้งที่ 2 เนื่องจากเก็บผมไม่ไหว
เลยตัดสินใจไปไถผมออกที่ร้านตัดผม แต่ก็ยังไม่เกลี้ยงพอ
พี่ๆที่รพ.เลยใช้มีดโกนเพิ่มให้ค่ะ วันธรรมดาเราก็จะใส่หมวก
วันอยากสวยก็ใส่วิก อยู่แถวๆบ้านก็เป็นโล้นซ่าไป
ช่วงนี้ขนทั่วร่างกายเราจะร่วงคะ ก็สบายไปอีกแบบ
หากใครกังวลเรื่องไม่มีขนคิ้ว จะสักไว้ก่อนจะทำเคมีบำบัดก็ได้
แต่คงต้องทำห่างๆนะคะ ไม่งั้นช่วงรับยา เราจะติดเชื้อง่าย ไม่แนะนำค่ะ
หมอเองไม่ได้สักคิ้วหรอก เขียนๆเอาก็ได้นะคะ
การให้ยาครั้งที่ 5-8 ของหมอ จะเปลี่ยนเป็นยาอีกชนิดค่ะ
ก็ไม่ค่อยมีอาการผิดปกติรุนแรง คือไม่ค่อยอ้วก ไม่เพลียมาก
.
หมออยากบอกว่าแม้การรักษาจะดูน่ากลัว แต่เอาเข้าจริงๆ
พวกเราชาวคนไข้มะเร็งต่างก็ผ่านความทรมานนั้นกันมาได้กันทั้งนั้นค่ะ
เวลามองย้อนกลับไป เราก็จะรู้สึกว่า
เอ้อ ก็ไม่นานนะ..เผลอแป๊ปเดียวผมเราก็ขึ้นแล้ว
เพราะฉะนั้นอยากจะให้กำลังใจคนไข้มะเร็งทุกคนนะคะ
#เมื่อหมอเป็นมะเร็ง #ถึงผมร่วงเราก็จงมั่นใจต่อไป #เหนื่อยก็พักไหวก็ลุย
.
การรักษาโรคมะเร็งแล้วนอกจากการผ่าตัด
ก็มักมีการให้เคมีบำบัดเป็นส่วนหนึ่งในการรักษา
สูตรยาที่ให้ในแต่ละชนิดมะเร็งก็จะมีความแตกต่างกันไป
ในมะเร็งเต้านมเอง ก็ยังมียาหลายสูตร
การเลือกใช้ยาขึ้นกับชนิดและระยะของเนื้อร้าย
สภาพร่างกายของคนไข้ ชนิดยาที่มีในรพ.และอื่นๆ
ของหมอเองเป็นการให้ยาเคมีบำบัดต่อเนื่องหลังการผ่าตัด
ให้ทั้งหมด 8 ครั้ง 4 ครั้งแรก สูตรยา AC
: cyclophosphamide, doxorubicin
4 ครั้งหลัง ยา taxotere + Herceptin
ต่อมาเป็นยา Herceptin อย่างเดียว ทุก 3 สัปดาห์เป็นเวลา 1 ปี
สิ่งที่น่ากลัวสำหรับพวกคนไข้อย่างเรา ไม่ใช่การถูกแทงเข็ม
แต่เป็นผลข้างเคียงต่างๆที่เกิดขึ้นจากยาเคมี
แม้ตามตำราจะบอกผลข้างเคียงไว้กว้างๆ
แต่ผลข้างเคียงจริงที่จะเกิดขึ้นเป็นเรื่องตัวบุคคล
ต้องรอดูเป็นรายๆ และสังเกตเป็นรอบๆไป
.
อาหารที่เราต้องกินตั้งแต่ให้เคมีก็เปลี่ยนไป
อาหารที่เรากินต้องสุก สะอาด และสดใหม่
ผักต้องต้มหรือผ่านความร้อนก่อน ผลไม้ต้องปอกเปลือก
เหตุเพราะหลังให้เคมี ภูมิคุ้มกันของเราจะต่ำลง ติดเชื้อง่ายขึ้น
ทั้งเชื้อไวรัส แบคทีเรีย เขื้อรา พยาธิ
ดังนั้นเราต้องดูแลตัวเองมากขึ้น
.
ของหมอเอง พี่หมอก็แนะนำให้กินน้ำเยอะๆทั้งก่อนให้เคมีและหลังให้เคมี
วันแรกที่ให้ยา หมอนอนห้องธรรมดาแบบรวม
และคิดว่า จะไม่นอนค้างที่โรงพยาบาลเนื่องจาก
คุยกับป้าคนไข้ไว้ว่า วันแรกจะไม่มีอาการผิดปกติ
หมอกินน้ำเยอะทั้งก่อนให้เคมี
และหลังให้เคมีหมอก็พยายามกินน้ำ
การเข้าห้องน้ำครั้งแรกหลังเคมี หมอพบว่า
ปัสสาวะเป็นสีแดง และมีกลิ่นยา
หมอตกใจ รีบโทรบอกพี่หมอ พี่หมอให้เอาปัสสาวะไปตรวจดู
และจากนั้นหมอก็เดินเองเพื่อกลับบ้าน
ระหว่างเดินๆก็รู้สึกโหลงๆเหมือนกัน
ขณะนั่งในรถปรากฏว่า เกิดคลื่นไส้อย่างมาก
อาเจียนไป 2ครั้งในรถ
อยู่บ้านก็รู้สึกหนาว ครั่นเนื้อครั่นตัว ไม่มีแรง
หมอนอนพักที่โซฟาข้างล่าง มีถังไว้สำหรับอ้วกอยู่ข้างๆ
วันนั้นอ้วกไปประมาณ 7 ครั้งค่ะ
ผ่านไปสองสามวันอาการก็ดีขึ้น
5 วันหมอก็เริ่มกลับมาทำงานค่ะ ช่วงแรกก็เหนื่อยๆหน่อย
เวลาตรวจคนไข้ไปสักชั่วโมงสองชั่วโมงแล้วเหนื่อยก็ต้องปิดประตูนั่งพัก
กินน้ำหวาน กินนมแล้วก็ค่อยตรวจคนไข้ต่อ
กลางวันตอนเที่ยงก็กลับมานอนพัก กินข้าวแล้วค่อยไปทำงาน
หลังเย็นก็นอนพักอีก ชีวิตวนเวียนอยู่แบบนี้ อาการดีบ้าง แย่บ้าง
แต่ไม่นาน เราก็จะผ่านมันไปได้ดีขึ้นค่ะ
.
การให้ยาในครั้งต่อๆมาก็ค่อยๆปรับตัวได้ค่ะ
อย่างช่วงกินไม่ได้ก็จะไม่ฝืน พอเริ่มดีขึ้น ก็กินเพิ่มขึ้นๆตามที่ร่างกายรับได้ค่ะ
ปวดท้องกระเพาะก็กินยาลดกรดเพิ่มเข้าไป
มีช่วงหนึ่งแค่คิดถึงยาน้ำแดงๆก็รู้สึกคลื่นไส้โดยอัตโนมัติ
หลังๆต้องบำบัดตัวเองโดยการเปลี่ยนการเชื่อมโยงน้ำแดง
กับน้ำหวานเฮลบลูบอยแทนยาเคมีก็ดีขึ้นนะคะ
ผมของหมอเริ่มร่วงเพิ่มๆขึ้นหลังให้ยาครั้งที่ 2 เนื่องจากเก็บผมไม่ไหว
เลยตัดสินใจไปไถผมออกที่ร้านตัดผม แต่ก็ยังไม่เกลี้ยงพอ
พี่ๆที่รพ.เลยใช้มีดโกนเพิ่มให้ค่ะ วันธรรมดาเราก็จะใส่หมวก
วันอยากสวยก็ใส่วิก อยู่แถวๆบ้านก็เป็นโล้นซ่าไป
ช่วงนี้ขนทั่วร่างกายเราจะร่วงคะ ก็สบายไปอีกแบบ
หากใครกังวลเรื่องไม่มีขนคิ้ว จะสักไว้ก่อนจะทำเคมีบำบัดก็ได้
แต่คงต้องทำห่างๆนะคะ ไม่งั้นช่วงรับยา เราจะติดเชื้อง่าย ไม่แนะนำค่ะ
หมอเองไม่ได้สักคิ้วหรอก เขียนๆเอาก็ได้นะคะ
การให้ยาครั้งที่ 5-8 ของหมอ จะเปลี่ยนเป็นยาอีกชนิดค่ะ
ก็ไม่ค่อยมีอาการผิดปกติรุนแรง คือไม่ค่อยอ้วก ไม่เพลียมาก
.
หมออยากบอกว่าแม้การรักษาจะดูน่ากลัว แต่เอาเข้าจริงๆ
พวกเราชาวคนไข้มะเร็งต่างก็ผ่านความทรมานนั้นกันมาได้กันทั้งนั้นค่ะ
เวลามองย้อนกลับไป เราก็จะรู้สึกว่า
เอ้อ ก็ไม่นานนะ..เผลอแป๊ปเดียวผมเราก็ขึ้นแล้ว
เพราะฉะนั้นอยากจะให้กำลังใจคนไข้มะเร็งทุกคนนะคะ
#เมื่อหมอเป็นมะเร็ง #ถึงผมร่วงเราก็จงมั่นใจต่อไป #เหนื่อยก็พักไหวก็ลุย
-- เตรียมความพร้อมก่อนเคมีบำบัด – (*8)
https://www.facebook.com/doctorwithcancer/posts/1287051751325275
.
ช่วงหลังจากทราบว่าตัวเองเป็นมะเร็ง
หมอก็ได้พบเจอกับคนไข้คนหนึ่งมาขอใบส่งตัว
แกเป็นมะเร็งเต้านมชนิด invasive ductal carcinoma
, Her2 pos เหมือนกันกับหมอ
หมอจึงคุยถามรายละเอียดกับคุณป้า
คุณป้าบอกว่าเป็นมะเร็งชนิดดุ ได้ให้เคมี 8 ครั้งที่รพ.จุฬาภรณ์
ต่อด้วยให้ยาเฮอร์เซปตินทุก 3 สัปดาห์ 1 ปี
ยาต้านฮอร์โมน ทุกวัน วันละ 1 เม็ด 5 ปี
คุณป้าอธิบายให้ฟังถึงเรื่องราวต่างๆที่หมอจะต้องเจอ
ป้าแกบอกว่า ตอนให้เคมี 4 ครั้งแรกนั้น ของแกจะมีอาการ
คลื่นไส้ อาเจียนกินไม่ได้เริ่มในวันที่ 3 หลังให้เคมีบำบัด
วันแรกป้าให้ยาเสร็จ ก็รีบนั่งรถทัวร์จากกรุงเทพกลับมาบ้าน
สองวันแรกยังทำอะไรได้ตามปกติ ต่อมาจึงเริ่มอ่อนเพลีย
แกให้เคล็บลับว่า ช่วงกินไม่ได้ ให้พยายามกินของเปรี้ยวๆ
กินน้ำเสาวรสแล้วจะดี แกแนะนำอะไรไว้หลายอย่าง
.
เรื่องสำคัญอีกเรื่อง แกบอกหมอไว้ว่า
หลังให้ยา หน้าตาเราจะไม่เหมือนเดิม
ผมก็จะร่วงแน่นอน ให้รีบถ่ายรูปไว้เยอะๆ
หมอเลยจัดตามที่ป้าแนะนำทันที
ออกทริปท่องเที่ยว ถ่ายรูปเก็บไว้ ทำอะไรที่อยากทำ
ให้ความสำคัญกับการอยู่กับคนที่เรารักเพิ่มขึ้น
.
สำหรับการเตรียมพร้อมสำหรับผมที่กำลังจะร่วง
หมอหาข้อมูลจากอินเตอร์เน็ต
พบว่าสถานที่มีที่ขายเยอะ ได้แก่ ประตูน้ำ เซียร์ บิ๊กซี รังสิต
ซึ่งหมอเคยไปซื้อวิกให้พี่ที่สนิทมาแล้วที่บิ๊กซี
ครั้งนี้หมอจึงเริ่มจากไปดูที่เซียร์ รังสิต แต่ก็ด้วยที่ร้านมีไม่มาก
มีแบบให้เลือกน้อย หมอจึงไม่ได้วิกใหม่ติดมือกลับมา
วันต่อมาจึงไปดูที่บิ๊กซี รังสิตซึ่งมีร้านวิกสองสามร้าน
สำหรับผมที่เป็นเส้นไหมราคาไม่แพงมากเมื่อเทียบกับคุณภาพ
แต่ละร้านมีให้เราเลือกหลายทรง หลายสี
ราคาอยู่ในช่วง 700-1200 บาท
กรณีที่เป็นผมจริงจะขายประมาณ 5000 บาท ซึ่งค่อนข้างแพง
หมอเลือกวิกผมสั้นบ๊อบ สีน้ำตาลที่เหมาะมาเพียง 1 อัน
และลองสั่งวิกจากในเน็ทราคา 300-500 บาทอีกหลายอัน
ความเห็นส่วนตัวคิดว่า การสั่งวิกในเน็ทนั้นไม่ค่อย work นัก
เพราะเราไม่ได้ลอง อีกทั้งรูปกับวิกจริงนั้น ต่างกันมากทีเดียว
.
นอกจากนั้นหมอได้ไปขอวิกผมจริง
จากรพ.จุฬาภรณ์เพิ่มตามที่ป้าคนไข้บอกไว้
จริงๆแล้วหลายโรงพยาบาลใหญ่ๆจะมีการให้ยืมวิกอยู่แล้ว
ที่โรงพยาบาลธรรมศาสตร์ก็มีเช่นกัน แต่ตอนนั้นหมอไม่ทราบ
การยืมวิกที่โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ให้คนไข้ไปด้วยตนเอง
ขึ้นไปติดต่อที่คลินิกการแพทย์ผสมผสานซึ่งอยู่ที่ชั้น 2
เจ้าหน้าที่จะพาไปยังห้องเก็บวิกเพื่อให้เราดูว่าเราชอบอันไหน
พี่เค้าจะช่วยลองให้เรา มีทั้งวิกผมจริง และวิกไหมธรรมดา
มีให้เลือกเยอะเลยค่ะ เค้าให้เรายืมคนละ 1 วิก
หลักฐานที่ต้องใช้ก็มีบัตรประชาชนค่ะ ถ้าใช้เสร็จให้เอาไปคืน
ส่วนหมวก เราสามารถเลือกเอาไปได้เลยไม่ต้องคืน
นอกจากนั้น ยังมีเสื้อใน เต้านมเทียมให้ยืมด้วย
ขอขอบคุณผู้ใจบุญทุกคนที่บริจาคทั้งเส้นผมและหมวกให้ผู้ป่วย
ของบางอย่าง แม้ว่าจะมีเงิน แต่ถ้าไม่รู้แหล่งซื้อก็ลำบาก
การที่โรงพยาบาลมีของไว้ให้สำหรับผู้ป่วยรายใหม่
ถือเป็นประโยชน์มากเลยค่ะ #หมอขออนุโมทนาบุญด้วยนะคะ
#เป็นมะเร็งก็ยังสวยได้น้า สู้ๆค่ะ ยินดีให้คำแนะนำน้า
#เมื่อหมอเป็นมะเร็ง #มะเร็งเต้านม #แอดมินหมอดาว
.
ช่วงหลังจากทราบว่าตัวเองเป็นมะเร็ง
หมอก็ได้พบเจอกับคนไข้คนหนึ่งมาขอใบส่งตัว
แกเป็นมะเร็งเต้านมชนิด invasive ductal carcinoma
, Her2 pos เหมือนกันกับหมอ
หมอจึงคุยถามรายละเอียดกับคุณป้า
คุณป้าบอกว่าเป็นมะเร็งชนิดดุ ได้ให้เคมี 8 ครั้งที่รพ.จุฬาภรณ์
ต่อด้วยให้ยาเฮอร์เซปตินทุก 3 สัปดาห์ 1 ปี
ยาต้านฮอร์โมน ทุกวัน วันละ 1 เม็ด 5 ปี
คุณป้าอธิบายให้ฟังถึงเรื่องราวต่างๆที่หมอจะต้องเจอ
ป้าแกบอกว่า ตอนให้เคมี 4 ครั้งแรกนั้น ของแกจะมีอาการ
คลื่นไส้ อาเจียนกินไม่ได้เริ่มในวันที่ 3 หลังให้เคมีบำบัด
วันแรกป้าให้ยาเสร็จ ก็รีบนั่งรถทัวร์จากกรุงเทพกลับมาบ้าน
สองวันแรกยังทำอะไรได้ตามปกติ ต่อมาจึงเริ่มอ่อนเพลีย
แกให้เคล็บลับว่า ช่วงกินไม่ได้ ให้พยายามกินของเปรี้ยวๆ
กินน้ำเสาวรสแล้วจะดี แกแนะนำอะไรไว้หลายอย่าง
.
เรื่องสำคัญอีกเรื่อง แกบอกหมอไว้ว่า
หลังให้ยา หน้าตาเราจะไม่เหมือนเดิม
ผมก็จะร่วงแน่นอน ให้รีบถ่ายรูปไว้เยอะๆ
หมอเลยจัดตามที่ป้าแนะนำทันที
ออกทริปท่องเที่ยว ถ่ายรูปเก็บไว้ ทำอะไรที่อยากทำ
ให้ความสำคัญกับการอยู่กับคนที่เรารักเพิ่มขึ้น
.
สำหรับการเตรียมพร้อมสำหรับผมที่กำลังจะร่วง
หมอหาข้อมูลจากอินเตอร์เน็ต
พบว่าสถานที่มีที่ขายเยอะ ได้แก่ ประตูน้ำ เซียร์ บิ๊กซี รังสิต
ซึ่งหมอเคยไปซื้อวิกให้พี่ที่สนิทมาแล้วที่บิ๊กซี
ครั้งนี้หมอจึงเริ่มจากไปดูที่เซียร์ รังสิต แต่ก็ด้วยที่ร้านมีไม่มาก
มีแบบให้เลือกน้อย หมอจึงไม่ได้วิกใหม่ติดมือกลับมา
วันต่อมาจึงไปดูที่บิ๊กซี รังสิตซึ่งมีร้านวิกสองสามร้าน
สำหรับผมที่เป็นเส้นไหมราคาไม่แพงมากเมื่อเทียบกับคุณภาพ
แต่ละร้านมีให้เราเลือกหลายทรง หลายสี
ราคาอยู่ในช่วง 700-1200 บาท
กรณีที่เป็นผมจริงจะขายประมาณ 5000 บาท ซึ่งค่อนข้างแพง
หมอเลือกวิกผมสั้นบ๊อบ สีน้ำตาลที่เหมาะมาเพียง 1 อัน
และลองสั่งวิกจากในเน็ทราคา 300-500 บาทอีกหลายอัน
ความเห็นส่วนตัวคิดว่า การสั่งวิกในเน็ทนั้นไม่ค่อย work นัก
เพราะเราไม่ได้ลอง อีกทั้งรูปกับวิกจริงนั้น ต่างกันมากทีเดียว
.
นอกจากนั้นหมอได้ไปขอวิกผมจริง
จากรพ.จุฬาภรณ์เพิ่มตามที่ป้าคนไข้บอกไว้
จริงๆแล้วหลายโรงพยาบาลใหญ่ๆจะมีการให้ยืมวิกอยู่แล้ว
ที่โรงพยาบาลธรรมศาสตร์ก็มีเช่นกัน แต่ตอนนั้นหมอไม่ทราบ
การยืมวิกที่โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ให้คนไข้ไปด้วยตนเอง
ขึ้นไปติดต่อที่คลินิกการแพทย์ผสมผสานซึ่งอยู่ที่ชั้น 2
เจ้าหน้าที่จะพาไปยังห้องเก็บวิกเพื่อให้เราดูว่าเราชอบอันไหน
พี่เค้าจะช่วยลองให้เรา มีทั้งวิกผมจริง และวิกไหมธรรมดา
มีให้เลือกเยอะเลยค่ะ เค้าให้เรายืมคนละ 1 วิก
หลักฐานที่ต้องใช้ก็มีบัตรประชาชนค่ะ ถ้าใช้เสร็จให้เอาไปคืน
ส่วนหมวก เราสามารถเลือกเอาไปได้เลยไม่ต้องคืน
นอกจากนั้น ยังมีเสื้อใน เต้านมเทียมให้ยืมด้วย
ขอขอบคุณผู้ใจบุญทุกคนที่บริจาคทั้งเส้นผมและหมวกให้ผู้ป่วย
ของบางอย่าง แม้ว่าจะมีเงิน แต่ถ้าไม่รู้แหล่งซื้อก็ลำบาก
การที่โรงพยาบาลมีของไว้ให้สำหรับผู้ป่วยรายใหม่
ถือเป็นประโยชน์มากเลยค่ะ #หมอขออนุโมทนาบุญด้วยนะคะ
#เป็นมะเร็งก็ยังสวยได้น้า สู้ๆค่ะ ยินดีให้คำแนะนำน้า
#เมื่อหมอเป็นมะเร็ง #มะเร็งเต้านม #แอดมินหมอดาว
-- เมื่อวันนัดผ่าตัดมาถึง – (*7)
.
เมื่อถึงวันกำหนดนอนโรงพยาบาลจริงๆ
หมอก็มาติดต่อแผนกเกี่ยวกับการจองเตียงตามนัด
แม้ว่าหมอจะได้จองเตียงห้องพิเศษไว้ล่วงหน้าแล้ว
แต่ในวันนั้นๆก็ต้องรอห้องว่างอีกที
ห้องพิเศษของโรงพยาบาลที่หมอรักษา
จะมีพิเศษรวมและพิเศษเดี่ยวหลายราคา
พิเศษรวมแบบมีแอร์ คิดราคาคืนละ 1200 บาท
พิเศษเดี่ยวมีราคา 3000 3500 5000 บาท
ซึ่งสิทธิข้าราชการจะเบิกได้เพียงคืนละ 1000 บาท
นอกนั้นเราก็ต้องจ่ายส่วนเกิน
.
สุดท้าย แล้วในที่สุด ช่วงใกล้เที่ยง
หมอก็ได้ห้องพิเศษเดี่ยวคืนละ 3000 บาทนั่นเอง
แพงหน่อยแต่ก็ต้องยอม
เพราะจะสะดวกแก่คนเฝ้าและตัวผู้ผ่าตัดเอง
ทั้งเวลาทำแผล เปลี่ยนเสื้อผ้า เข้าห้องน้ำ
บ่ายวันนั้นมีพี่ๆหลายคนมาเยี่ยม มาให้กำลังใจ
ทั้งพี่หมอศัลย์ เจ้าของไข้ พี่หมอดมยาซึ่งเป็นรุ่นพี่
พี่ๆช่วยให้หมอครึกครื้นและคลายกังวลไปได้
.
คืนก่อนผ่าตัด หมอต้องอดอาหารและต่อน้ำเกลือ
กลัวจะหิวอยู่เหมือนกันนะ
แต่เอาเข้าจริงก็ไม่รู้สึกแสบท้องอะไร
ตอนสายๆใกล้เที่ยง คิวผ่าตัดของหมอก็มาถึง
มีพี่เจ้าหน้าที่เข็นเตียงมารับไปห้องผ่าตัด
แรกแล้วแม่ของหมออยากเดินไปส่ง
แต่ก็คิดว่า ยังไงก็เข้าไปข้างในไม่ได้และก็อาจเดินไม่ทันอยู่ดี
แม่ของหมอจึงรอเอาใจช่วยอยู่ที่ห้องพัก
ตัวหมอเองนั้นเมื่อถูกเข็นเข้าไปในเขตห้องผ่าตัด
ก็ได้ไปอยู่รวมๆกับผู้ป่วยคนอื่นๆที่เตรียมเข้าผ่าคิวถัดไป
มีทั้งคนแก่ คนหนุ่ม มีทั้งที่นอนดูสบายๆ และดูหอบเหนื่อย
รอประมาณ 30 นาที พี่หมอผ่าตัดก็เข้ามาหาถามว่าไหวไหม
อื้มไม่ไหวก็ต้องไหวเนอะ มาถึงจุดนี้แล้ว
ในห้องรอนั้นจะมีห้องน้ำอยู่ แต่หมอก็ไม่ได้ไปเข้า
.
เมื่อเข้าห้องผ่าตัด เราก็ต้องเปลี่ยนมานอนบนเตียงผ่าตัด
กางแขนออกข้างนึงเพื่อไว้วัดความดัน
เมื่อจัดท่าเรียบร้อย หมอดมยาก็จะให้เราดมยาสลบ
จากนั้นหมอก็ไม่รู้เรื่องอีกเลยค่ะ
.
รู้ตัวอีกที เหมือนอยู่ในห้องที่มีคนไข้รวมๆกัน
พี่หมอผ่าตัดแวะมาคุยด้วย
หมอจำอะไรไม่ค่อยได้ จำได้แต่บอกว่า
ถ้าเจ็บให้กดยาแก้ปวดได้เลย
หมอจำได้ว่า ตอนนั้นรู้สึกว่า ปวดมากทีเดียว
หมอจึงกดทันทีเลย ฮ่าๆช่วงแรกกดรัวๆเลยค่ะ
เจ็บมากสุดตอนต้องย้ายเตียงนี่แหละ
พี่พนักงานเห็นว่า หมอไม่มีแผลที่หลัง
จึงไม่ทันระวังหลังของหมอ จึงเจ็บมากจริงๆค่ะ
วันนั้น แม้หมอจะยังปวดแต่ก็อยากจะไปปัสสาวะในห้องน้ำ
แม่ของหมอเลยได้ต้องคอยช่วยหมอเยอะเลย
ทั้งปลดสายไฟ เข็นเสาน้ำเกลือ เปิดประตูห้องน้ำ
หมอเองจะลุกนั่งทีก็โอย สะเทือนก็โอย
หลังๆหมอเริ่มปรับตัวได้
เวลาจะนั่ง จะเอารีโมทปรับเอียงเตียงให้หัวตั้งขึ้นก่อน
จากนั้นเอามือกอดอกแล้วค่อยๆขยับ
ผ่านไปวันสองวันก็เริ่มเดินสบายขึ้นแล้วค่ะ
เมื่อถึงวันกำหนดนอนโรงพยาบาลจริงๆ
หมอก็มาติดต่อแผนกเกี่ยวกับการจองเตียงตามนัด
แม้ว่าหมอจะได้จองเตียงห้องพิเศษไว้ล่วงหน้าแล้ว
แต่ในวันนั้นๆก็ต้องรอห้องว่างอีกที
ห้องพิเศษของโรงพยาบาลที่หมอรักษา
จะมีพิเศษรวมและพิเศษเดี่ยวหลายราคา
พิเศษรวมแบบมีแอร์ คิดราคาคืนละ 1200 บาท
พิเศษเดี่ยวมีราคา 3000 3500 5000 บาท
ซึ่งสิทธิข้าราชการจะเบิกได้เพียงคืนละ 1000 บาท
นอกนั้นเราก็ต้องจ่ายส่วนเกิน
.
สุดท้าย แล้วในที่สุด ช่วงใกล้เที่ยง
หมอก็ได้ห้องพิเศษเดี่ยวคืนละ 3000 บาทนั่นเอง
แพงหน่อยแต่ก็ต้องยอม
เพราะจะสะดวกแก่คนเฝ้าและตัวผู้ผ่าตัดเอง
ทั้งเวลาทำแผล เปลี่ยนเสื้อผ้า เข้าห้องน้ำ
บ่ายวันนั้นมีพี่ๆหลายคนมาเยี่ยม มาให้กำลังใจ
ทั้งพี่หมอศัลย์ เจ้าของไข้ พี่หมอดมยาซึ่งเป็นรุ่นพี่
พี่ๆช่วยให้หมอครึกครื้นและคลายกังวลไปได้
.
คืนก่อนผ่าตัด หมอต้องอดอาหารและต่อน้ำเกลือ
กลัวจะหิวอยู่เหมือนกันนะ
แต่เอาเข้าจริงก็ไม่รู้สึกแสบท้องอะไร
ตอนสายๆใกล้เที่ยง คิวผ่าตัดของหมอก็มาถึง
มีพี่เจ้าหน้าที่เข็นเตียงมารับไปห้องผ่าตัด
แรกแล้วแม่ของหมออยากเดินไปส่ง
แต่ก็คิดว่า ยังไงก็เข้าไปข้างในไม่ได้และก็อาจเดินไม่ทันอยู่ดี
แม่ของหมอจึงรอเอาใจช่วยอยู่ที่ห้องพัก
ตัวหมอเองนั้นเมื่อถูกเข็นเข้าไปในเขตห้องผ่าตัด
ก็ได้ไปอยู่รวมๆกับผู้ป่วยคนอื่นๆที่เตรียมเข้าผ่าคิวถัดไป
มีทั้งคนแก่ คนหนุ่ม มีทั้งที่นอนดูสบายๆ และดูหอบเหนื่อย
รอประมาณ 30 นาที พี่หมอผ่าตัดก็เข้ามาหาถามว่าไหวไหม
อื้มไม่ไหวก็ต้องไหวเนอะ มาถึงจุดนี้แล้ว
ในห้องรอนั้นจะมีห้องน้ำอยู่ แต่หมอก็ไม่ได้ไปเข้า
.
เมื่อเข้าห้องผ่าตัด เราก็ต้องเปลี่ยนมานอนบนเตียงผ่าตัด
กางแขนออกข้างนึงเพื่อไว้วัดความดัน
เมื่อจัดท่าเรียบร้อย หมอดมยาก็จะให้เราดมยาสลบ
จากนั้นหมอก็ไม่รู้เรื่องอีกเลยค่ะ
.
รู้ตัวอีกที เหมือนอยู่ในห้องที่มีคนไข้รวมๆกัน
พี่หมอผ่าตัดแวะมาคุยด้วย
หมอจำอะไรไม่ค่อยได้ จำได้แต่บอกว่า
ถ้าเจ็บให้กดยาแก้ปวดได้เลย
หมอจำได้ว่า ตอนนั้นรู้สึกว่า ปวดมากทีเดียว
หมอจึงกดทันทีเลย ฮ่าๆช่วงแรกกดรัวๆเลยค่ะ
เจ็บมากสุดตอนต้องย้ายเตียงนี่แหละ
พี่พนักงานเห็นว่า หมอไม่มีแผลที่หลัง
จึงไม่ทันระวังหลังของหมอ จึงเจ็บมากจริงๆค่ะ
วันนั้น แม้หมอจะยังปวดแต่ก็อยากจะไปปัสสาวะในห้องน้ำ
แม่ของหมอเลยได้ต้องคอยช่วยหมอเยอะเลย
ทั้งปลดสายไฟ เข็นเสาน้ำเกลือ เปิดประตูห้องน้ำ
หมอเองจะลุกนั่งทีก็โอย สะเทือนก็โอย
หลังๆหมอเริ่มปรับตัวได้
เวลาจะนั่ง จะเอารีโมทปรับเอียงเตียงให้หัวตั้งขึ้นก่อน
จากนั้นเอามือกอดอกแล้วค่อยๆขยับ
ผ่านไปวันสองวันก็เริ่มเดินสบายขึ้นแล้วค่ะ
การผ่าตัดของหมอนั้นเป็นการผ่าแบบเก็บเต้านมไว้
และนำกล้ามเนื้อมาเสริมดังที่ได้กล่าวไว้แล้ว
ที่เพิ่มเติมที่หมอยังไม่ได้บอกคือขณะที่ผ่าตัดนั้น
นอกจากจะผ่าก้อนแล้วจะต้องผ่าต่อมน้ำเหลืองด้วย
และนำกล้ามเนื้อมาเสริมดังที่ได้กล่าวไว้แล้ว
ที่เพิ่มเติมที่หมอยังไม่ได้บอกคือขณะที่ผ่าตัดนั้น
นอกจากจะผ่าก้อนแล้วจะต้องผ่าต่อมน้ำเหลืองด้วย
การผ่าตัดต่อมน้ำเหลืองที่รักแร้ในปัจจุบันมี 2 วิธี คือ
1. การเลาะต่อมน้ำเหลืองที่รักแร้ออกทั้งหมด
(axillary lymph node dissection) ซึ่งเป็นวิธีมาตรฐานเดิม
2. การผ่าตัดต่อมน้ำเหลืองเซนติเนล
(sentinel lymph node biopsy)
ซึ่งจะมีการฉีดสารนำร่องเข้าไปในก้อนเพื่อดูว่าจากก้อน
นั้นทางเดินน้ำเหลืองไปที่ต่อมน้ำเหลืองไหนก่อน
แล้วตัดต่อมน้ำเหลืองนั้นออกมาตรวจว่ามีเซลล์มะเร็ง
หรือไม่ ถ้ามีก็ต้องเลาะต่อมน้ำเหลืองเพิ่มแล้ว
เอามาตรวจชิ้นเนื้อ
ในโรงพยาบาลที่ไม่สามารถตรวจชิ้นเนื้อได้ทันที
จะทำเลาะต่อมน้ำเหลืองออกมาทั้งหมดไปเลย
แล้วเอามาส่งตรวจต่อไป
ผลของหมอนั้น โชคดีที่ว่า ยังไม่เจอการกระจาย
จึงเอาต่อมน้ำเหลืองออกแค่บางส่วน
1. การเลาะต่อมน้ำเหลืองที่รักแร้ออกทั้งหมด
(axillary lymph node dissection) ซึ่งเป็นวิธีมาตรฐานเดิม
2. การผ่าตัดต่อมน้ำเหลืองเซนติเนล
(sentinel lymph node biopsy)
ซึ่งจะมีการฉีดสารนำร่องเข้าไปในก้อนเพื่อดูว่าจากก้อน
นั้นทางเดินน้ำเหลืองไปที่ต่อมน้ำเหลืองไหนก่อน
แล้วตัดต่อมน้ำเหลืองนั้นออกมาตรวจว่ามีเซลล์มะเร็ง
หรือไม่ ถ้ามีก็ต้องเลาะต่อมน้ำเหลืองเพิ่มแล้ว
เอามาตรวจชิ้นเนื้อ
ในโรงพยาบาลที่ไม่สามารถตรวจชิ้นเนื้อได้ทันที
จะทำเลาะต่อมน้ำเหลืองออกมาทั้งหมดไปเลย
แล้วเอามาส่งตรวจต่อไป
ผลของหมอนั้น โชคดีที่ว่า ยังไม่เจอการกระจาย
จึงเอาต่อมน้ำเหลืองออกแค่บางส่วน
หลังผ่าตัด จะมีน้ำเหลืองคั่งใต้ผิวหนัง
(Seroma)บริเวณแผลผ่าตัดและรักแร้ได้
พี่หมอจึงต่อสาย drain เพื่อดูดน้ำออกมายัง
กระปุกที่อยู่ภายนอก บางช่วง ตัวดูดน้ำทำงานไม่ดี
หลังหมอก็จะเหมือนมีน้ำค้างๆข้างใน
หลังๆพี่หมอจึงเปลี่ยนตัวดูดให้เอาใหญ่ขึ้นและดูดได้
แรงขึ้น เจ็บนิดนึงนะ แต่ก็อยากหายไวๆก็ยอม
น้ำก็ยังออกทุกวันๆ แต่ก็เริ่มน้อยลง หมอจึงถอดให้
และให้ไปพักผ่อนต่อที่บ้าน
.
จากนั้นไม่กี่วัน หมอก็เดินทางกลับมาที่รพ.
ต้องเจาะระบายน้ำที่ค้าง(seroma)อยู่บ่อยๆ
บางครั้งอยากให้ไม่เกิดขึ้นใหม่ ก็เลยเอาผ้าพันไว้แน่นๆ
แต่หมอก็ไม่เห็นความแตกต่างชัดเจนนะคะระหว่างรัดกับไม่รัด
เหมือนจะเจาะอยู่ประมาณ 7-8 ครั้งจนน้อยจนไม่ต้องดูดอีก
ช่วงนี้ก็ดูแลตัวเองแบบปกติ กินอาหารได้ตามปกตินะคะ
ใครจะเคร่งเรื่องอาหารมากน้อยก็ขึ้นกับแต่ละบุคคล
บางคนเชื่อว่าไม่ควรกินเนื้อสัตว์ แต่หมอกินตามปกติค่ะ
ไม่ได้มีข้อห้ามทางการแพทย์ ถ้าจะดีก็เว้นพวกของปิ้งย่างที่ไหม้ๆ
เนื้อสัตว์ที่ติดมันเยอะๆก็กินแค่น้อยๆละกันนะคะ
เดี๋ยวอ้วนเหมือนหมอ ^^
.
#เป็นกำลังใจให้ทุกคนเสมอค่ะ #สถานีต่อไปก็ยาเคมีบำบัดแล้วสินะ ฮึ๊บๆ
(Seroma)บริเวณแผลผ่าตัดและรักแร้ได้
พี่หมอจึงต่อสาย drain เพื่อดูดน้ำออกมายัง
กระปุกที่อยู่ภายนอก บางช่วง ตัวดูดน้ำทำงานไม่ดี
หลังหมอก็จะเหมือนมีน้ำค้างๆข้างใน
หลังๆพี่หมอจึงเปลี่ยนตัวดูดให้เอาใหญ่ขึ้นและดูดได้
แรงขึ้น เจ็บนิดนึงนะ แต่ก็อยากหายไวๆก็ยอม
น้ำก็ยังออกทุกวันๆ แต่ก็เริ่มน้อยลง หมอจึงถอดให้
และให้ไปพักผ่อนต่อที่บ้าน
.
จากนั้นไม่กี่วัน หมอก็เดินทางกลับมาที่รพ.
ต้องเจาะระบายน้ำที่ค้าง(seroma)อยู่บ่อยๆ
บางครั้งอยากให้ไม่เกิดขึ้นใหม่ ก็เลยเอาผ้าพันไว้แน่นๆ
แต่หมอก็ไม่เห็นความแตกต่างชัดเจนนะคะระหว่างรัดกับไม่รัด
เหมือนจะเจาะอยู่ประมาณ 7-8 ครั้งจนน้อยจนไม่ต้องดูดอีก
ช่วงนี้ก็ดูแลตัวเองแบบปกติ กินอาหารได้ตามปกตินะคะ
ใครจะเคร่งเรื่องอาหารมากน้อยก็ขึ้นกับแต่ละบุคคล
บางคนเชื่อว่าไม่ควรกินเนื้อสัตว์ แต่หมอกินตามปกติค่ะ
ไม่ได้มีข้อห้ามทางการแพทย์ ถ้าจะดีก็เว้นพวกของปิ้งย่างที่ไหม้ๆ
เนื้อสัตว์ที่ติดมันเยอะๆก็กินแค่น้อยๆละกันนะคะ
เดี๋ยวอ้วนเหมือนหมอ ^^
.
#เป็นกำลังใจให้ทุกคนเสมอค่ะ #สถานีต่อไปก็ยาเคมีบำบัดแล้วสินะ ฮึ๊บๆ
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)