วันพฤหัสบดีที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2560

-- เป็นมะเร็งอย่างไร ไม่ให้ใจเป็นทุกข์ – (*13)

https://www.facebook.com/doctorwithcancer/photos/a.1230138113683306.1073741828.1226568864040231/1553844584645989/?type=3&theater

สวัสดีทุกคนนะคะ วันนี้ตั้งใจจะเขียนเรื่องนี้
เพื่อหวังจะเป็นประโยชน์แก่เพื่อนผู้ป่วยมะเร็งทุกท่าน 
ไม่ว่าตอนนี้คุณจะกำลังรู้สึกอย่างไร หมออยากจะขอเป็นกำลังใจให้
หวังว่าบทความนี้ของหมอจะช่วยให้ท่านที่กำลังทุกข์ใจ เศร้า โกรธ ท้อแท้
สามารถเข้าใจความทุกข์ที่เกิดขึ้นแล้วก้าวผ่านมันไปได้มากขึ้นนะคะ 
.
ก่อนอื่นหมออยากบอกว่าเดี๋ยวนี้
มะเร็งเป็นโรคที่เจอบ่อยมากค่ะทั้งในแง่คนไข้และคนรู้จัก
บางคนเป็นมะเร็งขั้นต้น บางคนเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย
พ่อแม่ของเจ้าหน้าที่ในรพ.ที่หมอทำงานก็เพิ่งได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็ง 2 คน
ซึ่งหมอก็พูดคุยถามไถ่อยู่เสมอนะคะ
บางส่วนก็รู้สึกห่วงเวลาเห็นท่านอาการไม่ดี มีเรื่องไม่สบายใจ
บางส่วนก็ดีใจเวลาที่เห็นครอบครัวให้กำลังใจเข้มแข็งกันดี
ซึ่งเท่าที่ติดตามก็พบว่า อารมณ์และอาการของแต่ละคนก็มีขึ้นมีลง
ขึ้นอยู่กับช่วงเวลา ความคิดในใจและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
.
สำหรับตัวหมอเองซึ่งอยู่กับโรคมะเร็งมา 1 ปีครึ่ง
ผ่านการตรวจรักษามาเกือบทุกรูปแบบทั้งตัดชิ้นเนื้อมาตรวจ
ผ่าก้อนมะเร็งออกและเสริมเต้านมด้วยกล้ามเนื้อหลัง
 เคมีบำบัด 8 ครั้ง ฉายแสง 20 ครั้ง
ยารักษามะเร็งแบบพุ่งเป้า 18 ครั้ง ยาต้านฮอร์โมนทุกวันวันละ 1 เม็ด
ยารักษาเรื่องกล้ามเนื้อหัวใจ(cardiomyopathy)วันละ 10 เม็ด
การตรวจที่ต้องทำก็ทั้งเอกซเรย์ปอด เอกซเรย์คอมพิวเตอร์
อัลตร้าซาวน์ แมมโมแกรม bone scan
ยอมรับนะคะ หลายขั้นตอนไม่ง่ายเลยกว่าจะผ่านมาได้
แต่ไม่ว่าร่างกายจะทรุดจะโทรมแค่ไหน
สิ่งที่หมอดูแลไม่ให้แย่ลงไปด้วยเสมอ คือการดูแลใจของตนเอง
.
“ป่วยกาย แต่ใจไม่ป่วยก็ได้นะ” หมอยังยืนยันคำพูดนี้นะคะ
แต่มันอาจต้องอาศัยการฝึกนิดนึง การปรับความคิด ลดความคาดหวัง
และฝึกสติให้รู้ทันความคิดและอารมณ์ของเราบ่อยๆจะช่วยได้ค่ะ
หมอขออนุญาตอธิบายเพิ่มเติมในเรื่องนี้พร้อมกับยกตัวอย่างเหตุการณ์นะคะ         
.
อันอารมณ์ความรู้สึกของคนเรานั้น มักจะมีสิ่งที่เกี่ยวข้องกัน
ที่เป็นสาเหตุของอารมณ์นั้นๆ คือความคิดและความเชื่อ
และความคาดหวังของเรา ของคนรอบข้างที่มีต่อเรา
ยกตัวอย่างเช่น ตอนที่พวกเราถูกวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็ง
หมอเชื่อว่าทุกคนจะต้องเกิดความรู้สึกหรือความคิดบางอย่างในใจ
ไม่ว่าจะเป็นความตกใจ ความกลัว ความไม่เชื่อหรือแม้กระทั่งความเศร้า
ซึ่งส่วนใหญ่ความรู้สึกที่เกิดขึ้นมักเป็นไปในทางลบ
หมอคิดว่าที่เป็นแบบนั้นเนื่องจากคนทั่วไปเมื่อได้ยินว่าตัวเองเป็นมะเร็ง
ก็มักจะคิดว่าจะต้องตายเร็วหรือต้องทรมานแน่ๆ
การที่เราคิดไปถึงอนาคตที่น่ากลัวก็ทำให้ใจของเราเป็นทุกข์ 
แม้เหตุการณ์หลายๆอย่างที่คาดการณ์ไว้หรือกลัวไปก่อน จะยังไม่เกิด
แต่เราก็จะทุกข์ใจ กังวลใจไปก่อนแล้ว ซึ่งสำหรับหมอ
หมอถือว่าเราขาดทุนมากๆเลยเพราะบางครั้งเหตุการณ์อาจไม่ได้แย่อย่างที่เราคิด
ในปัจจุบัน วงการแพทย์ของเรามีการพัฒนาไปมาก
มีเทคนิคเทคโนโลยีเพิ่มเติมมากมายในการรักษามะเร็ง
มีการรักษาหลายอย่างที่ลดความทุกข์ทรมานที่เกิดจากมะเร็งและการรักษามะเร็ง
ดังนั้นในส่วนนี้ขอให้วางใจในทีมแพทย์พยาบาลค่ะ เราจะดูแลทุกท่านอย่างดีที่สุด  
.
นอกจากความคิด, ความคาดหวังก็เป็นอีกอย่างที่ส่งผล
ต่ออารมณ์ความรู้สึกของเรามากๆเลยค่ะ
แต่เรื่องนี้ หลายๆคนอาจไม่ทันสังเกตเห็นว่า
ความผิดหวังเป็นอีกเบื้องหลังที่สำคัญของความทุกข์ที่เกิดขึ้น
ชวนทุกๆคนสังเกตค่ะ มีความคิดหรือคำพูดอะไรที่ผุดขึ้นในหัวเรา
แล้วทำให้เราหงุดหงิด ไม่สบายใจบ่อยๆหรือไม่คะ
จากประสบการณ์ในการพูดคุยกับผู้ป่วย พบว่าคำพูดที่เจอบ่อยๆก็คือ
“ทำไมเราต้องมาเป็นมะเร็ง” “เรามาเป็นมะเร็งได้ยังไง”
“ทำไมเราต้องมารักษาแล้วทรมานแบบนี้ด้วย”
คำพูดเหล่านี้จริงๆสะท้อนถึงความต้องการของเรานะคะ
จริงๆมันสะท้อนว่า เราคาดหวังว่าเราจะไม่ต้องกลายมาเป็นผู้ป่วยมะเร็ง
เราคาดหวังว่า เราจะไม่ต้องมาเจอการรักษาที่ทำให้ทรมานเช่นนี้
...หมอเขียนงงหรือไม่คะ ลองอ่านซ้ำดูอีกทีนะคะ แต่ถ้าพูดสั้นๆคือ
หมออยากบอกว่า พอเราคาดหวัง แต่ไม่ได้อย่างที่หวังจะทำให้เราเกิดความทุกข์ค่ะ
ซึ่งความคาดหวังมันมีทั้งส่วนที่เป็นไปได้ กับส่วนที่เป็นไปได้ยาก
สำหรับความคาดหวังส่วนที่เป็นไปได้หมอแนะนำว่าให้รีบทำเลยค่ะ
เช่นอยากไปเที่ยวก็ไป อยากไปทำบุญก็ทำเลย อยากแบ่งเงินมรดกก็ไม่ต้องรอช้า
ไม่ต้องรอเวลานะคะ จะได้ไม่เสียดายในภายหลัง
.
สำหรับความคาดหวังส่วนที่เป็นไปยากหรือเป็นไปไม่ได้ เช่น
อดีตที่เราเกิดเป็นมะเร็งแล้วจะให้เปลี่ยนก็คงไม่ได้
เพื่อไม่ให้เกิดทุกข์ซ้ำเดิม หมอขอแนะนำให้วางคาดหวังนั้นลง
 และยอมรับกับข้อจำกัดที่มี ยอมรับสิ่งที่เกิด แล้วใช้เวลาที่เรามีให้ดีที่สุด
ส่วนเรื่องทรมานหรือตายช้าเร็วนั้นก็เป็นเรื่องที่ยากจะคาดเดา
แต่อย่างน้อยขอให้สบายใจได้ว่า วงการแพทย์เดี๋ยวนี้พัฒนาไปไกลแล้ว
ดังนั้นทำตามที่หมอเจ้าของไข้แนะนำ ต่อจากนั้นปล่อยใจให้สบายๆดีกว่านะคะ
อย่างน้อยในเวลาที่เรามี เราก็จะมีความสุขได้มากกว่า  
.
ยังไงหมอขอเป็นกำลังใจให้ทุกๆท่านนะคะ
ถ้าเราพยายามดูแลตนเองทั้งกายและใจตามที่แพทย์บอก
สุดท้ายเราจะผ่านการรักษาขั้นต่างๆไปได้โดยมีอาการข้างเคียงน้อยที่สุด 
ก่อนลากันไป ขอย้ำอีกทีว่า ลองเปลี่ยนความคิด ลดความคาดหวังบางอย่างลง
รีบสะสางในสิ่งที่อยากทำหรือต้องทำนะคะ ชีวิตคนเรามันไม่แน่นอนอยู่แล้วนะคะ
กังวลไปก็มีแต่ขาดทุนค่ะ ทำแค่ดีที่สุดนะคะ หากเรายอมรับสิ่งที่เกิดได้
ความทุกข์ใจจะลดลงไปอย่างแน่นอนค่ะ ขอบคุณค่ะ
#เมื่อหมอเป็นมะเร็ง #มะเร็งเต้านม #กายป่วยใจไม่ป่วย



วันศุกร์ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

-- สิ่งที่น่ากลัวกว่าความตาย – (*12)

https://www.facebook.com/doctorwithcancer/photos/a.1230138113683306.1073741828.1226568864040231/1496835437013571/?type=3&theater

คนที่เป็นมะเร็งมักจะกลัวหลายๆอย่างรวมๆกัน ทั้งกลัวตาย กลัวทรมาน กลัวไม่ได้อยู่กับคนที่ตนเองรัก ความกลัวทำให้หลายๆคนหวาดหวั่น เศร้า ไม่มีความสุขในเวลาที่เรายังมีชีวิตอยู่ ซึ่งหมอเองคิดว่าน่าเสียดายเวลาที่เรามีอยู่ตรงหน้านะคะ ความตายอาจน่ากลัวแต่การ “ตายทั้งเป็น” เป็นสิ่งที่น่ากลัวกว่า อย่างที่หมอพูดบ่อยๆเรื่องกายป่วยแต่อย่าให้ใจป่วย การที่หมอทำได้ไม่ใช่เพราะเป็นคนที่ดีอะไรกว่าใคร เคล็ดลับจริงๆคือเพราะหมอรักตัวเองมากๆค่ะ ไม่อยากให้ทุกข์เพิ่มเติมในบางเรื่องที่ไม่จำเป็น การที่เราเป็นมะเร็งแล้วต้องผ่านการรักษาต่างๆมากมายก็ทำให้ “กาย” ของเราเหนื่อย ไม่สบายพอสมควรแล้ว แต่หาก”ใจ”ของเรายังรับกับสิ่งที่เกิดไม่ได้ ยังมีความคิด ความรู้สึกที่ว่า #ทำไม.. #ทำไมต้องเป็นเรา อยู่ด้วย ความไม่สบายก็จะเพิ่มขึ้นอีก
.
การเกิดคำถามว่า “ทำไม” นอกจากสะท้อนว่าเราครุ่นคิดสงสัยแล้วยังอาจสะท้อนถึงการที่เรามีความต้องการแล้วไม่ได้ตามที่หวังด้วย เช่น ทำไมเราต้องเป็นมะเร็ง ประโยคลึกๆในใจเราอาจเป็น เราไม่อยากเป็นมะเร็ง ทำไมเราต้องเป็นมะเร็ง ความต้องการของเราที่ไม่ได้รับการตอบสนองทำให้เรายิ่งทุกข์และเครียด เลือกได้ไม่มีใครอยากเป็นมะเร็งหรอกค่ะ แต่ตอนนี้เราเปลี่ยนอะไรในอดีตไม่ได้ หมอแนะนำว่า ให้อยู่กับสิ่งที่เราเป็น ทำใจยอมรับสิ่งที่เราเจอ พร้อมรับในสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นให้ได้ เพียงเท่านี้ เชื่อว่า ความทุกข์จะลดลงไปเกินครึ่งนึงแน่นอนค่ะ
.
เป็นกำลังใจให้ผู้ป่วยมะเร็งและครอบครัวทุกๆท่านนะคะ ไว้บทความหน้าจะมาลงรายละเอียดในเรื่องเตรียมใจอย่างไรดี...เมื่อเป็นมะเร็งนะคะ หวังว่าจะเป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อยนะคะ มีอะไรสอบถามเข้ามาได้นะคะ

-- ยารักษามะเร็งแบบพุ่งเป้า herceptin (trastuzumab) – (*11)

.
เดิมผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่มีผลตรวจ HER 2 positive จะมีการ
พยากรณ์โรคที่ไม่ค่อยดีนัก บางคนเรียกว่าเป็นมะเร็งพันธ์ดุ 
แต่ในปัจจุบันมีการพัฒนายาใหม่ๆออกมา หมอเชื่อว่าผู้ป่วย
ที่มีผลตรวจ HER 2 positive น่าจะเคยได้ยินคำแนะนำจากแพทย์
เรื่องยารักษามะเร็งแบบพุ่งเป้า(targeted therapy)ตัวหนึ่ง 
ชื่อ trastuzumab หรือ Herceptin, โดย Trastuzumab 
เป็นยาที่มีผลในการยับยั้งการทำงานของโปรตีน HER-2 
ซึ่งโปรตีน HER-2 เป็นตัวเร่งการเจริญเติบโตของมะเร็งเต้านม 
ดังนั้นผู้ป่วยที่ตรวจแล้ว HER 2 negative ก็ไม่ต้องให้ยานี้ 
ยาตัวนี้มีราคาที่สูง คิดปริมาณยาที่ให้ตามน้ำหนักตัว 
ให้ทั้งหมด 18 ครั้ง ห่างกันทุก 3 สัปดาห์ ทั้งคอร์สถ้าต้องจ่ายเอง 
สำหรับคนน้ำหนักตัวประมาณ 50 kg+ น่าจะราคารวมเกือบๆล้าน 
ผู้ที่มี HER 2 positive คิดเป็น 20-30% ของมะเร็งเต้านมทั้งหมด
ประเทศไทยได้มีการกำหนดเกณฑ์ผู้ป่วยที่สามารถเบิกยานี้ตามสิทธิ์ได้ไว้นะคะ แต่เกณฑ์จะมีเปลี่ยนแปลงบ้างนะคะ คร่าวๆก็คือจะดูสภาพร่างกายผู้ป่วย ระยะโรค ขนาดก้อน การลามไปต่อมน้ำเหลือง แพทย์เจ้าของไข้จะบอกได้ชัดเจนที่สุดนะคะว่าของเราเข้าเกณฑ์หรือไม่ นอกจากนั้นดูว่าเราเข้าเกณฑ์หรือไม่ ก็ต้องดูว่า สถานพยาบาลของเราเข้าเกณฑ์ที่จะสามารถให้ยานี้ได้หรือไม่ ดังนี้
1.มีความพร้อมในการเตรียมยาและให้ยาเคมีบำบัดจนครบสูตร,
2.สามารถส่งชิ้นเนื้อไปยังห้องปฏิบัติการทางพยาธิวิทยาที่
สามารถย้อม immunohistochemistry ในขั้นตอนแรก
และมีผลการตรวจชิ้นเนื้อจาก paraffin block ด้วยวิธี
in situ hybridization เช่น FISH หรือ DISH เพื่อสนับสนุน
ผล HER2/neu เป็นบวกจริงได้
3.สามารถตรวจหรือส่งตรวจการทำงานของหัวใจ
โดย MUGA หรือ echocardiogram อย่างน้อย 2-D ขึ้นไป,
4.มีแพทย์เฉพาะทางสาขาอายุรศาสตร์มะเร็งวิทยา
หรือสาขารังสีรักษาและมะเร็งวิทยา หรืออนุสาขาศัลยศาสตร์
มะเร็งวิทยาและมีแพทย์เฉพาะทางสาขาอื่นที่พร้อมจะร่วมดูแล
รักษาปัญหาแทรกซ้อนที่อาจจะเกิดจากโรคและ/หรือการรักษา
เหตุที่จำเป็นต้องให้ในรพ.ที่ตรวจการทำงานของหัวใจได้นั้น
เพราะยา trastuzumab มีผลต่อการบีบตัวของหัวใจ
หากผู้ป่วยรายใดตรวจติดตามแล้วมีอาการหัวใจวาย
น้ำท่วมปอด(congestive heart failure)
หรือหัวใจบีบตัวลดลง (LVEF น้อยกว่า 50%) ให้หยุดยา
และจะกลับมาใช้ใหม่ได้เมื่อ LVEF ตั้งแต่ 50% ภายใน 8 สัปดาห์
อาการโดยทั่วไปอื่นๆนั้น ยารักษามะเร็งแบบพุ่งเป้าจะมีผลข้างเคียง
ของยาน้อยกว่ายาเคมีบำบัดมากเลยค่ะ ไม่ต้องกังวล
กับคำถามที่ว่า จะรับยานี้ดีมั้ย คุ้มมั้ย...ในกรณีที่ต้องจ่ายเงินเอง
หมอเองก็เคยผ่านการขบคิดคำถามนี้เช่นกัน น้ำหนักเกือบ 60 kg
อย่างหมอ กว่าจะจบคอร์สน่าจะใช้เงินเป็นล้าน
แรกด้วยความคิดแบบคนที่ไม่ได้เชี่ยวชาญเรื่องนี้
ไม่ได้อ่านงานวิจัย ก็คิดว่าจะไม่รับนะคะ
เพราะคิดว่าใช้เงินเยอะเกินไป น่าจะลำบากคนในบ้าน
หมอคิดเองว่าการให้ยาลดโอกาสกลับมาเป็นมะเร็งก็จริง
แต่ก็น่าจะรับประกันไม่ได้ขนาดนั้น
และแม้จะไม่ได้ให้ ก็ไม่ได้แปลว่าจะกำเริบเสมอไป
ต่อมาหมอได้ปรึกษาเพื่อนๆหมอในคณะที่เชี่ยวชาญในเรื่องนี้
เพื่อนบอกว่าควรให้(จริงๆแทบจะบอกว่า ยังไงก็ต้องให้)
เนื่องจากหมอยังอายุน้อย ผล HER2 3+, ก้อนขนาดใหญ่
เค้าว่าให้แล้วได้ประโยชน์แน่นอน ลดโอกาสกำเริบได้
เงินแพงหน่อยแต่ก็คุ้มค่า คนที่บ้านก็อยากให้รักษาให้เต็มที่
เรื่องเงิน ไม่ตายเรายังมีทางหาได้
สุดท้ายหมอจึงตัดสินใจให้นะคะ แต่เรื่องนี้บอกยากค่ะ
ต้องพิจารณาข้อดี ข้อเสียและความคุ้มค่าเป็นรายๆไป
หมอเจ้าของไข้จะเป็นคนให้คำแนะนำเราได้ดีที่สุด
แต่สุดท้ายจะตัดสินใจอย่างไรก็แล้วแต่ผู้ป่วยและครอบครัวนะคะ
หมอเข้าใจอยู่ค่ะว่าคนแต่ละคนก็มีเหตุผลของตนเอง
ลองชั่งน้ำหนักแล้วตัดสินใจดูนะคะ ไม่มีอะไร 100% อยู่แล้ว
แค่ตัดสินใจดีที่สุดจากการพิจารณารอบด้านจากบริบทชีวิต
ของเรา ณ เวลา เรื่องนี้ค่อนข้างละเอียดอ่อน หากอยากทราบข้อมูล
เพิ่มเติมแนะนำให้ถามแพทย์เจ้าของไข้ดีที่สุดนะคะ

-- ประสบการณ์การฉายแสง – (*10)

https://www.facebook.com/doctorwithcancer/posts/1376834722346977
.
หลังจากให้ยาเคมีครบ 1 เดือน การฉายแสงก็จะเริ่มขึ้น
ของหมอฉายแบบ hypofraction 20 ครั้ง
เทคนิคและจำนวนครั้งในการฉายแสง 
แพทย์จะพิจารณาจากชนิด ตำแหน่ง ขนาดและระยะของมะเร็ง
.
ขั้นตอนก่อนฉาย เราต้องมาพบรังสีแพทย์เพื่อวางแผนการฉาย
และนัดวันสำหรับจำลองภาพสำหรับฉายแสงจริง
เมื่อถึงวันนัดจำลองภาพ เราต้องถอดเสื้อและเสื้อชั้นใน
แล้วใส่เสื้อคลุมของโรงพยาบาลระหว่างรอ
ในห้องตรวจ เจ้าหน้าที่จะให้ถอดเสื้อแล้วนอนหงายบนเตียง
ซึ่งมีอุปกรณ์รองศีรษะและแขนทั้งสองข้างของเราวางอยู่ด้วย
เจ้าหน้าที่จะจัดท่าเราให้เหมาะสม 
จากนั้นเครื่องจะเริ่ม scan เพื่อเช็คตำแหน่ง
บางครั้งผู้ป่วยสามารถสังเกตแสงเลเซอร์สีแดงได้ 
เมื่อได้ท่าและตำแหน่งที่เหมาะสมที่จะฉายแสง
เจ้าหน้าที่จะขีดเส้นบนผิวหนังของเราด้วยเมจิก
เส้นที่ขีดเหล่านี้คือขอบเขตการฉายรังสี 
ทำให้สามารถฉายรังสีไปที่บริเวณเดียวกันทุกวันได้
ดีที่ธรรมศาสตร์จะติดสติ๊กเกอร์กันน้ำไว้ให้ด้วย
เจ้าหน้าที่บอกว่าอาบน้ำได้ แต่อย่าถูบริเวณที่ขีดเส้นไว้แรง
หมอยอมรับว่า ตอนแรกก็กลัวรอยขีดหายก่อนกำหนด
พยายามระวังนะคะ แต่สติ๊กเกอร์บางส่วนก็หลุดอยู่ดี
ทำให้รอยเมจิกตรงขอบๆจางลงไป 
หมอจึงพยายามไปซื้อสติ๊กเกอร์มาแปะเพิ่มไว้เอง
.
เมื่อไปตามนัดเพื่อฉายแสงวันแรก เจ้าหน้าที่จึงแนะนำว่า 
หากหลุดเล็กน้อยก็ไม่เป็นไร อย่าพยายามแปะอะไรเพิ่ม 
เพราะเดี๋ยวตำแหน่งจะผิดพลาดไป
ของหมอจะมีการเช็คตำแหน่งฉายสัปดาห์ละครั้ง
หลังเช็คแล้วจะขีดเมจิกและติดสติ๊กเกอร์ใหม่
ของหมอเช็คตำแหน่งทุกวันอังคาร ดังนั้นไม่นานจึงได้ติดใหม่
โล่งอกไปที หลังจากผ่านไปหนึ่งสัปดาห์ก็รู้สึกชิน
กับการมีรอยเมจิกและสติ๊กเกอร์กันน้ำ
การไปรอฉายแสงตามเวลานัดกลายเป็นกิจวัตรประจำวัน
วัดไข้ ความดัน ชีพจร จากนั้นเราก็ถือใบฉายแสงไปที่ห้องฉาย
แล้วรอคิว ส่วนใหญ่หมอจะแอบถามว่า อีกหลายคิวมั้ย 
ถ้าต้องรออีกนาน บางทีหมอก็ออกไปหาอะไรกินก่อน 
ถ้าคิวอีกไม่นานหรือไม่ได้จะออกไปไหนก็จะเปลี่ยนเสื้อรอเลย 
ของหมอฉายเฉพาะแถวหน้าอก ก็เปลี่ยนเฉพาะเสื้อ
คนไข้บางคนฉายช่วงล่าง ก็เปลี่ยนกางเกงหรือผ้าถุง
บางคนฉายที่ศีรษะก็ไม่ต้องเปลี่ยนเสื้อผ้า 
.
เมื่อถึงคิว เราก็เข้าไปในห้องฉาย
ถอดเสื้อ แล้วออกบนเตียงที่มีอุปกรณ์สำหรับจัดท่ารองอยู่
เจ้าหน้าที่จะจัดตัวเราและเช็คความสูงของเตียงให้เหมาะสม
โดยอาศัยแสงเลเซอร์เทียบกับเส้นที่ขีดไว้บนตัวเรา
จากนั้นเจ้าหน้าที่จะออกไปจากห้อง ไม่นานเครื่องก็จะเริ่มหมุน
มาตั้งฉากกับหน้าอกทางด้านขวา ตามด้วยเสียงดังตื๊ดด 
สักประมาณ 5 วินาที จากนั้นมันจะเลื่อนไปทางซ้าย 
แล้วหยุด มีเสียงดังตื๊ดด อีก 5 วินาที เป็นอันว่าเสร็จ 
อีกไม่นานเจ้าหน้าที่ก็จะเข้ามาในห้อง
ลดเตียงและช่วยเราลงจากเตียง ใส่เสื้อ เซนชื่อเป็นอันเสร็จ
ในหนึ่งสัปดาห์ ฉายทุกวันเว้นหยุดวันเสาร์อาทิตย์ 
วันหยุดนักขัตฤกษ์หรือหยุดซ่อมบำรุงเครื่องค่ะ
.
ฉายแสงนี่สำหรับหมอถือว่าสบายๆนะคะ 
อาการข้างเคียงมีแค่ที่เกิดกับผิวหนังบริเวณที่ฉาย 
คือผิวคล้ำขึ้นและคันๆเล็กน้อย ไม่มีอาการอะไรผิดปกติน่ากลัว
อาการข้างเคียงจะต่างกันไปตามตำแหน่งที่ฉาย
แต่เต้านมไม่ค่อยมีปัญหา สบายใจได้ค่ะ
สำหรับคนที่เดินทางไปกลับรพ.ได้สะดวกก็พักที่บ้านได้ 
หมอเห็นมีคนไปกลับรพ.ธรรมศาสตร์-อยุธยาหลายคนนะคะ
แต่ถ้าเดินทางลำบากก็เช่าที่พักใกล้รพ.ก็ดีค่ะจะได้ไม่เหนื่อย
.
ปล.ช่วงนี้หายไปนาน ขอโทษทีนะคะ พอดีช่วงนี้ไปเที่ยวและเดินทางบ่อยค่า หมอยังเป็นกำลังใจให้ทุกคนและยินดีตอบคำถามและช่วยเท่าที่ตัวเองทำได้เสมอนะคะ ติดต่อมาทางข้อความได้ค่า
#เมื่อหมอเป็นมะเร็ง #มะเร็งเต้านม #ฉายแสงไม่น่ากลัวนะคะ

-- ประสบการณ์การเข้ารับเคมีบำบัด – (*9)

https://www.facebook.com/doctorwithcancer/posts/1330049880358795
.
การรักษาโรคมะเร็งแล้วนอกจากการผ่าตัด
ก็มักมีการให้เคมีบำบัดเป็นส่วนหนึ่งในการรักษา
สูตรยาที่ให้ในแต่ละชนิดมะเร็งก็จะมีความแตกต่างกันไป
ในมะเร็งเต้านมเอง ก็ยังมียาหลายสูตร
การเลือกใช้ยาขึ้นกับชนิดและระยะของเนื้อร้าย 
สภาพร่างกายของคนไข้ ชนิดยาที่มีในรพ.และอื่นๆ
ของหมอเองเป็นการให้ยาเคมีบำบัดต่อเนื่องหลังการผ่าตัด
ให้ทั้งหมด 8 ครั้ง 4 ครั้งแรก สูตรยา AC 
: cyclophosphamide, doxorubicin
4 ครั้งหลัง ยา taxotere + Herceptin
ต่อมาเป็นยา Herceptin อย่างเดียว ทุก 3 สัปดาห์เป็นเวลา 1 ปี 
สิ่งที่น่ากลัวสำหรับพวกคนไข้อย่างเรา ไม่ใช่การถูกแทงเข็ม
แต่เป็นผลข้างเคียงต่างๆที่เกิดขึ้นจากยาเคมี
แม้ตามตำราจะบอกผลข้างเคียงไว้กว้างๆ 
แต่ผลข้างเคียงจริงที่จะเกิดขึ้นเป็นเรื่องตัวบุคคล
ต้องรอดูเป็นรายๆ และสังเกตเป็นรอบๆไป
.
อาหารที่เราต้องกินตั้งแต่ให้เคมีก็เปลี่ยนไป
อาหารที่เรากินต้องสุก สะอาด และสดใหม่
ผักต้องต้มหรือผ่านความร้อนก่อน ผลไม้ต้องปอกเปลือก
เหตุเพราะหลังให้เคมี ภูมิคุ้มกันของเราจะต่ำลง ติดเชื้อง่ายขึ้น
ทั้งเชื้อไวรัส แบคทีเรีย เขื้อรา พยาธิ
ดังนั้นเราต้องดูแลตัวเองมากขึ้น
.
ของหมอเอง พี่หมอก็แนะนำให้กินน้ำเยอะๆทั้งก่อนให้เคมีและหลังให้เคมี
วันแรกที่ให้ยา หมอนอนห้องธรรมดาแบบรวม
และคิดว่า จะไม่นอนค้างที่โรงพยาบาลเนื่องจาก
คุยกับป้าคนไข้ไว้ว่า วันแรกจะไม่มีอาการผิดปกติ
หมอกินน้ำเยอะทั้งก่อนให้เคมี
และหลังให้เคมีหมอก็พยายามกินน้ำ
การเข้าห้องน้ำครั้งแรกหลังเคมี หมอพบว่า
ปัสสาวะเป็นสีแดง และมีกลิ่นยา 
หมอตกใจ รีบโทรบอกพี่หมอ พี่หมอให้เอาปัสสาวะไปตรวจดู
และจากนั้นหมอก็เดินเองเพื่อกลับบ้าน
ระหว่างเดินๆก็รู้สึกโหลงๆเหมือนกัน
ขณะนั่งในรถปรากฏว่า เกิดคลื่นไส้อย่างมาก
อาเจียนไป 2ครั้งในรถ
อยู่บ้านก็รู้สึกหนาว ครั่นเนื้อครั่นตัว ไม่มีแรง
หมอนอนพักที่โซฟาข้างล่าง มีถังไว้สำหรับอ้วกอยู่ข้างๆ
วันนั้นอ้วกไปประมาณ 7 ครั้งค่ะ
ผ่านไปสองสามวันอาการก็ดีขึ้น
5 วันหมอก็เริ่มกลับมาทำงานค่ะ ช่วงแรกก็เหนื่อยๆหน่อย
เวลาตรวจคนไข้ไปสักชั่วโมงสองชั่วโมงแล้วเหนื่อยก็ต้องปิดประตูนั่งพัก 
กินน้ำหวาน กินนมแล้วก็ค่อยตรวจคนไข้ต่อ 
กลางวันตอนเที่ยงก็กลับมานอนพัก กินข้าวแล้วค่อยไปทำงาน 
หลังเย็นก็นอนพักอีก ชีวิตวนเวียนอยู่แบบนี้ อาการดีบ้าง แย่บ้าง
แต่ไม่นาน เราก็จะผ่านมันไปได้ดีขึ้นค่ะ
.
การให้ยาในครั้งต่อๆมาก็ค่อยๆปรับตัวได้ค่ะ 
อย่างช่วงกินไม่ได้ก็จะไม่ฝืน พอเริ่มดีขึ้น ก็กินเพิ่มขึ้นๆตามที่ร่างกายรับได้ค่ะ 
ปวดท้องกระเพาะก็กินยาลดกรดเพิ่มเข้าไป 
มีช่วงหนึ่งแค่คิดถึงยาน้ำแดงๆก็รู้สึกคลื่นไส้โดยอัตโนมัติ 
หลังๆต้องบำบัดตัวเองโดยการเปลี่ยนการเชื่อมโยงน้ำแดง
กับน้ำหวานเฮลบลูบอยแทนยาเคมีก็ดีขึ้นนะคะ
ผมของหมอเริ่มร่วงเพิ่มๆขึ้นหลังให้ยาครั้งที่ 2 เนื่องจากเก็บผมไม่ไหว
เลยตัดสินใจไปไถผมออกที่ร้านตัดผม แต่ก็ยังไม่เกลี้ยงพอ
พี่ๆที่รพ.เลยใช้มีดโกนเพิ่มให้ค่ะ วันธรรมดาเราก็จะใส่หมวก 
วันอยากสวยก็ใส่วิก อยู่แถวๆบ้านก็เป็นโล้นซ่าไป 
ช่วงนี้ขนทั่วร่างกายเราจะร่วงคะ ก็สบายไปอีกแบบ 
หากใครกังวลเรื่องไม่มีขนคิ้ว จะสักไว้ก่อนจะทำเคมีบำบัดก็ได้
แต่คงต้องทำห่างๆนะคะ ไม่งั้นช่วงรับยา เราจะติดเชื้อง่าย ไม่แนะนำค่ะ
หมอเองไม่ได้สักคิ้วหรอก เขียนๆเอาก็ได้นะคะ
การให้ยาครั้งที่ 5-8 ของหมอ จะเปลี่ยนเป็นยาอีกชนิดค่ะ
ก็ไม่ค่อยมีอาการผิดปกติรุนแรง คือไม่ค่อยอ้วก ไม่เพลียมาก
.
หมออยากบอกว่าแม้การรักษาจะดูน่ากลัว แต่เอาเข้าจริงๆ 
พวกเราชาวคนไข้มะเร็งต่างก็ผ่านความทรมานนั้นกันมาได้กันทั้งนั้นค่ะ 
เวลามองย้อนกลับไป เราก็จะรู้สึกว่า 
เอ้อ ก็ไม่นานนะ..เผลอแป๊ปเดียวผมเราก็ขึ้นแล้ว 
เพราะฉะนั้นอยากจะให้กำลังใจคนไข้มะเร็งทุกคนนะคะ
#เมื่อหมอเป็นมะเร็ง #ถึงผมร่วงเราก็จงมั่นใจต่อไป #เหนื่อยก็พักไหวก็ลุย